ไกลออกไปกว่าพันไมล์ทะเล ณ ดินแดนสีขาวโพลนปรกคลุมไปด้วยหิมะทางตอนเหนือสุดของโลก ยังมีตำนานที่ไม่เคยถูกเล่าขานที่ไหน หลับใหลอยู่ใต้เมฆหมอก และแผ่นน้ำแข็งที่เย็นยะเยือก กล่าวกันว่าตำนานนี้ถูกฝังไปพร้อมกับความหาญกล้าของเหล่านักรบ และเทพเจ้าแห่งคิมหันต์ฤดู ตำนานของสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยย่อท้อต่อโชคชะตา สิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จักคำว่าพ่ายแพ้ และไม่เคยยอมจำนนต่อสิ่งใด สิ่งมีชีวิต ผู้ให้แรงบันดาลใจแก่สิ่งมีชีวิตอื่นๆบนดินแดนที่หนาวเหน็บ และเดียวดาย ความรัก การต่อสู้ สงคราม และการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ กำลังจะถูกกาลเวลาเปิดเผยความล้ำค่าแห่งตำนานนี้ สู่ทุกสรรพสิ่งบนผืนปฐพี

ตำนานเหนือพื้นพิภพจรดดาราสุดจินตนาการ

โพล่า คิมหันต์ทระนง
******************************

ปฐมบท
“โพล่า…อดทนอีกนิดนะ ถ้าพายุหิมะหยุดลงเมื่อไหร่ ข้าจะรีบพาเจ้าไปหาแม่เฒ่าตูติก้า นางจะช่วยรักษาเจ้าให้หาย แข็งใจไว้นะเพื่อนยาก เจ้าจะต้องไม่เป็นอะไร อย่าลืมสิ ว่าเราจะกลับไปหามิกิด้วยกัน เจ้าสัญญากับนางไว้ว่าจะปกป้องข้ายังไงล่ะ”
อูลวาโอบร่างอันมหึมาของเจ้าหมีขาวคู่ทุกข์คู่ยาก ซึ่งบัดนี้ขนขาวๆของมันเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดเต็มไปหมด มีรอยคล้ายถูกของมีคมทิ่มแทงทั่วร่างหลายแผล เจ้าหมียักษ์ยังคงนอนหายใจรวยริน ดวงตาหรี่ปรือ ในถ้ำหิมะเล็กๆพอตัวของเจ้าหมีนั้น มีเพียงอูลวา ทายาทเพียงคนเดียวของหัวหน้าหมู่บ้านคีลู ซึ่งเป็นผู้นำทัพของเหล่านักล่าอสูรทมิฬ และโพล่า หมีขาวร่างยักษ์ ที่อิงแอบ หยิบยืมไออุ่นของกันและกันมาช่วยประคองชีวิตให้รอดพ้นจากความตายที่กำลังมาร้องเรียกอยู่ข้างนอก ท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำอยู่นอกถ้ำ มองออกไปเห็นแต่สีขาวโพลน และยินเพียงเสียงลมหวีดหวิว อย่างกับเสียงกรีดร้องของภูตปีศาจ อูลวาพยายามอ้าแขนทั้งสองข้าง เพื่อที่จะโอบร่างของโพล่าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ค่อยๆลูบฝ่ามือขึ้นลง พยายามเกลี่ยความอบอุ่นจากร่างกายของเขาผ่านฝ่ามือไปที่ตัวของมัน ปากที่สั่นระริกของเขาพร่ำพูด เรียกชื่อของเจ้าหมีอยู่อย่างไม่หยุดปาก ด้วยเกรงว่าเจ้าหมีเพื่อนยากจะหลับแล้วไม่ฟื้นตื่นขึ้นมาอีก ฝ่ายโพล่าก็พยายามสุดกำลังที่จะฝืนเปลือกตาทั้งสองข้างไม่ให้หลู่หลบกลบม่านตาทั้งสอง ตาเบิกกว้างขึ้น แล้วค่อยๆหรี่ลงเป็นจังหวะตามเสียงเรียกของอูลวาที่บัดนี้ร่างของเขาเองก็ชุ่มโชกไปด้วยเลือดของเจ้าหมี เขาเสือกตัวเข้าไปซุกระหว่างอุ้งเท้าทั้งสองของมัน พลางหยิบซองกระดาษออกมาจากด้านในของเสื้อหนังสัตว์ตัวหนา ข้างในมีผงสีขาวๆอยู่เท่าหยิบมือ เขาค่อยๆเกลี่ยผงลงไปที่บาดแผลยาวลึกที่กลางหน้าอกของเจ้าหมี ทันทีที่ผงซึมเข้าเนื้อ เจ้าหมีก็ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด คงผลฤทธิ์ยาทำให้เกิดอาการแสบแทบขาดใจก็เป็นได้ มันหายใจถี่และแรง อุ้งเท้าทั้งสี่พยายามตะเกียกตะกาย แต่ด้วยเรี่ยวแรงที่แทบไม่เหลือ มันจึงไม่สามารถขยับหนี หรืออาละวาดได้
“ทนนิดนะ มันจะช่วยให้แผลเจ้าทุเลาลง”
โพล่าค่อยๆหายใจช้าลง จนเข้าสู่จังหวะปกติ แวบนึงอูลวาเห็นน้ำใสๆเคลือบดวงตาของเจ้าหมีขาว และไหลหายลงไปในขนสีขาวเปื้อนเลือดของมัน เขาเองก็หลั่งน้ำตาตาม ด้วยความสงสาร เวทนาอย่างสุดหัวใจ และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ความรู้สึกผิดต่อมัน เป็นเพราะความสงสัย เคลือบแคลงที่เขามีต่อเจ้าสัตว์ร่างยักษ์ที่ปกป้องเขามาทั้งชีวิต ที่ทำให้ทั้งคู่ต้องประสบชะตากรรมเช่นนี้
“ข้าขอโทษ…โพล่า …. ข้าขอโทษ…”
เขาซุกหน้าลงในขนฟูปุกปุยช่ำเลือดของโพล่า สะอึกสะอื้นเหมือนเด็กเมื่อแรกขวบ โพล่าส่งเสียงครวญครางเหมือนกับว่า ถ้ามันพูดได้ คงจะบอกกับอูลวาว่า “ไม่เป็นไร ข้าไม่โทษท่านหรอกเจ้านาย” มันพยายามจะยันกายลุกขึ้น แต่ก็สิ้นหวัง เพราะบาดแผลยิ่งเปิดกว้าง และเลือดก็ไหลทะลักอีกระรอก อูลวารวบรวมกำลังทั้งหมดรั้งตัวของมันลงมานอนเหมือนเดิม และพยายามโอบกอดร่างของมันไว้จนแน่น ทั้งคู่ยื้อยุดกันอยู่ครู่ใหญ่ ก็ต่างพากันล้มตึงหมดแรง และผล็อยหลับหมดสติไปในที่สุด เพราะความเหนื่อยล้า ท่ามกลางความโหดร้ายของธรรมชาติ พายุหิมะที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดโดยง่าย ไม่มีใครรู้ว่าครั้งนี้อูลวา และโพล่าจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของมัจจุราชไปได้อย่างไร

ณ ค่ายนักล่าอสูรทมิฬชายแดนเมืองโทจาร์

หญิงชราตาบอดนั่งขัดสมาธิอยู่หน้ากองฟืนที่มีไฟแลมเลียอยู่เบาบาง เบื้องหน้าของนางถัดจากกองไฟให้ความอบอุ่น เป็นชายฉกรรจ์ร่างกำยำสามคน สวมใส่ชุดคล้ายนักล่านายพราน ร่างกายแต่ละคนมีบาดแผลคนละไม่ต่ำกว่าสามสี่แห่ง และมีหญิงสาวหน้าตาสะสวยในชุดขนสัตว์สีน้ำตาล คอยนำพาชุบน้ำแจกจ่าย และใส่ยาให้บรรดาชายหนุ่มตามบาดแผลที่ได้รับ พวกเขานั่งล้อมวงอยู่ในอาการสงบ เหมือนรออาณัติสัญญาณอะไรบางอย่าง หญิงชรายกมือขึ้นกำจี้ห้อยคอที่ทำมาจากเขี้ยวสัตว์ นางเอ่ยบางอย่างออกมา แต่ไม่ได้ศัพท์ไม่ได้ภาษาว่ามีความหมายอย่างไร ผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงหวีดร้องของลมพายุด้านนอกก็สงบลง ทุกคนเมื่อได้สติก็เริ่มมองรอบตัว
“แม่เฒ่า พายุสงบแล้ว ฟ้าก็โปร่งด้วย คงจะปลอดภัยแล้ว ข้าว่า เราออกไปตามหาอูลวากันเถอะ”
ชายที่มีเครา ไว้ผมยาวครึ่งหลังลุกขึ้นชันเข่า ทำท่าจะคว้าหยิบดาบยาวที่วางอยู่ห่างออกไป แต่แล้วก็ชะงักเมื่อมือของหญิงสาวมาแตะไหล่ไว้ พร้อมทั้งส่ายศีรษะช้าๆ
“ข้าได้ยินเสียงร่ำไห้ และบทสวดขออภัยโทษต่อเทพแห่งคิมหันต์ เป็นเสียงของอูลวา มันเบามาก แต่ก็ยังได้ยิน”
หญิงชราเอ่ยเหมือนจะพูดกับตัวเองมากกว่าจะบอกกล่าวกับใคร เพราะเสียงช่างเบาเหลือเกิน
“ถ้างั้นจะช้าอยู่ใย แม่เฒ่าตูติก้า บอกพวกเรามาเถิดว่าหัวหน้าอยู่ที่ไหน หากช้าไป เกิดพายุหวนย้อนกลับมา อาจจะไม่มีโอกาสอีกแล้วนะ เจ้าพวกหมาขี้เรื้อนระยำนั่นอาจจะหวนกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ ดีไม่ดีเราเองก็อาจจะไม่มีชีวิตกลับไปหมู่บ้านกันทั้งหมดนี่” ชายอีกคนที่สวมเสื้อเกราะสีแดงเอ่ยทักด้วยความกังวลใจ
“อูลวาจะกลับมา เราต้องรอที่นี่ เทพคิมหันต์จะนำพาอูลวาของเรากลับมา พวกเจ้าฟังข้า ชามู เจ้าไปเตรียมสมุนไพรไว้ นำน้ำมาต้ม โยเก เจ้าเอาที่นอน กับผ้าห่มมาเตรียมไว้สักสามสี่ผืน นุกก้า เจ้ากับคาจีกลับเข้าไปในหมู่บ้านก่อน บอกข่าวให้กับท่านคิริม่าทราบว่า เรากำลังจะพาลูกชายของท่านกลับไปที่หมู่บ้านก่อนรุ่งสาง”
ท่ามกลางความฉงนสงสัย คาจี ชายหนุ่มอายุน้อยที่สุดก็เอ่ยถาม
“แล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่าท่านอูลวาจะกลับมา ตอนที่ท่านหายไปในพายุนั่น ร่ายกายของท่านหัวหน้าก็บอบช้ำมากแล้ว จนพวกเราต่างหมดหวัง แต่หลังจากนั้น เราก็เห็นโพล่าวิ่งฝ่าพายุตามท่านหัวหน้าเข้าไป จึงคิดว่าอย่างน้อยๆมันจะช่วยปกป้องหัวหน้าเอาไว้ได้ระยะหนึ่ง แต่มันเองก็บาดเจ็บสาหัส จากการโจมตีล่าสุด ข้าบอกตามตรง ข้าไม่มั่นใจเลยว่าทั้งคู่จะมีเรี่ยวแรงเหลือพอจะฝ่าพายุหิมะกลับออกมาได้”
ตูติก้า แม่เฒ่าตาบอดอายุร้อยปีเบิกตากว้าง เห็นเป็นดวงตาสีขาวกลมโตทั้งสองข้าง นางเหมือนกับมองเห็นนิมิตบางอย่างจากภายนอกกระโจม นางค่อยๆยันกายลุกขึ้น นุกก้า สาวสวยก็เข้าไปช่วยประคองร่างแม่เฒ่าไว้ ทุกคนก็ลุกตาม และช่วยกันเพ่งมองไปนอกกระโจม
“…โพล่า”
เสียงแม่เฒ่าร้องสั่นเครือ นาง พร้อมด้วยทุกคนในกระโจมค่อยๆย่างก้าวออกไปข้างนอก ภาพที่เห็นเบื้องหน้า คือ หมีขาวตัวใหญ่ที่ทั้งตัวเปรอะโชกไปด้วยเลือด ยืนหายใจฝืดฝาดอยู่ห่างกระโจมไปไม่ถึงสิบเมตร ที่หลังของมันมีร่างของนักล่าในชุดรบ พร้อมกับดาบยาวสะพายอยู่บนหลัง เมื่อลมพัดผ้าคลุมศีรษะออกก็พบว่าเป็นอูลวา ที่หลับใหลไม่ได้สติ แม่เฒ่ารีบสาวเท้าเดินเข้าไปหาเจ้าหมี ส่วนคนอื่นๆก็รีบวิ่งไปพาร่างของอูลวาลงมาจากหลังของโพล่า คนแรกที่ไปถึงคือ ชามู ชายหนุ่มผู้ไว้เครา และมีดวงตาสีน้ำตาลไหม้ เขาประคองร่างที่ไร้สติขึ้นมาโอบไว้ พลางหยิบกระบอกน้ำข้างเอวขึ้นมาค่อยๆรินใส่ปากของอูลวา
“อูลวา… อูลวา ทำใจดีๆไว้” ชามูพร่ำเรียกชื่ออูลวา แต่ดูทีท่าว่าชายหนุ่มจะไม่มีอาการอะไรตอบสนอง น้ำที่ชามูพยายามรินใส่ ก็ไหลออกนอกริมฝีปาก เปียกเปรอะไปถึงลำคอ
“ท่าจะไม่ดีแล้ว ลมหายใจเขาแผ่วเบามาก ตัวก็เย็นเป็นน้ำแข็งเลย รีบเอาเข้าไปในกระโจมเถอะ โยเก เจ้าไปเตรียมสมุนไพร ข้าจะพาท่านหัวหน้าไปทำแผลก่อน คาจี เจ้ามาช่วยข้าเอาผ้ามาปูที่นอนให้ท่านหัวหน้าที”
ชามูรีบแบกร่างของอูลวาเข้าไปในกระโจม โยเกก็เตรียมสมุนไพรสำหรับรักษาอาการบาดเจ็บของอูลวา ส่วนคาจีก็ไปช่วยปูที่หลับที่นอนตามคำสั่งของชามู และนุกก้าก็ขึ้นรถเลื่อน แล้วเป่าแตรส่งสัญญาณให้เหล่าสุนัขลากเลื่อนพารถลากเคลื่อนไป ที่หมายของนางคือ หมู่บ้านคีลู ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากค่ายพักแรมของเหล่านักล่าอสูรทมิฬไปประมาณ 1 คืน แม่เฒ่าตูติก้ายังคงยืนเผชิญหน้าอยู่กับโพล่า ซึ่งบัดนี้ยืนนิ่งเหมือนถูกสาป เลือดที่เคยไหลชุ่ม บัดนี้แข็งตัวจับขนขาวๆของมันเป็นก้อนกระจุก บาดแผลค่อยๆผสานเข้าหากัน ดวงตาของเจ้าหมีฉายแววเหนื่อยอ่อน คงเป็นเพราะการต่อสู้ที่ยาวนาน ทำให้มันเสียพละกำลังไปมาก และอาการบาดเจ็บที่เคยฟื้นตัวเร็วเหมือนเมื่อก่อน กลับหายช้า แม่เฒ่าเอ่ยพูดกับมันว่า
“ขอบคุณที่เจ้าพาเขากลับมา เจ้าคงเหนื่อยมากทีเดียว แต่ไม่ต้องห่วงนะ เราจะดูแลอูลวาอย่างดี เจ้าพักผ่อนได้แล้วล่ะ”
สิ้นเสียงแม่เฒ่า โพล่าก็เอนร่างมหึมาของมันลงช้าๆ และค่อยๆหลับตาลง จนหลับใหลไม่ได้สติไปในที่สุด ดูคล้ายจะสิ้นลม แต่ท้องที่ยังคงกระเพื่อมขึ้นลงช้าๆ เป็นสัญญาณบอกถึงการพยายามต่อสู้เพื่อจะมีชีวิตอยู่ต่อไปของมัน
“หลับเถิดเจ้าคิมหันต์”

ติดตามตอนต่อไป

เขียนความคิดเห็น

*
*