ครอบครัว
เช้าวันหนึ่ง ก่อนคุณติจะออกเดินทางไปสนามบิน เรายื้อยุดกันอยู่พักหนึ่ง เขาดูไม่ค่อยใส่ใจกับการเดินทางครั้งนี้นัก แม้แต่เสื้อผ้าหน้าผม ก็ไม่แต่งให้ดูหล่อเหมือนทุกวัน แต่งอย่างกับไม่อยากไปยังไงยังงั้น
“ คุณติ อย่าเพิ่งไปครับ เนคไทยังเบี้ยวอยู่เลย แล้วนี่เตรียมของครบแล้วหรือยังครับ ”
“ ฉันไปแค่อาทิตย์เดียวเองนะนิก ไม่ต้องเอาอะไรไปมากมายหรอกน่า ”
“ ถึงอย่างนั้นก็เถอะครับ ถ้าเกิดลืมอะไรขึ้นมา จะกลับมาเอามันไกลนะครับ ผมจะเอาไปส่งให้ก็ไม่ได้ซะด้วย ”
“ ถ้าพูดถึงอะไรที่ฉันอยากเอาไปด้วยก็คงจะเป็นเธอนั่นแหละ ”
คุณติกำลังจะเดินทางไปพบกับคุณพ่อที่อเมริกา ดูเหมือนจะเป็นธุระเรื่องงาน แต่เขาเหมือนไม่ค่อยอยากจะไปนัก อิดออดทำตัวเหมือนเด็กๆ อ้อนว่าอยากให้ผมไปด้วย แต่เท่าที่รู้ คุณติไม่ได้เล่าอะไรเรื่องผมให้คุณพ่อของเขาฟังเลย แล้วผมจะมีหน้าไปพบท่านในฐานะอะไรกัน
คุณติอ้อนผมไม่รู้กี่ครั้งแล้วเช้านี้ ก่อนหน้านี้ ก็อ้อนกันจนต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากันใหม่ เขาเข้ามาสวมกอดผมอีกครั้ง ใบหน้าของเขาเคล้าเคลียที่ซอกคอของผม จนผมเริ่มสั่นสะท้านไปทั้งตัว ผมค่อยๆเบี่ยงตัวออกจากอ้อมกอด
“ ไม่เอานะครับคุณติ เดี๋ยวเสื้อผ้าก็ยับหมด อีกอย่าง จะให้ผมไปได้อย่างไรครับ ท่านไม่รู้จักผม ไม่แน่ว่าพอท่านพบผมอาจจะไม่พอใจ ว่าเด็กเหลือขอคนนี้เป็นใคร รังแต่จะทำให้ท่านไม่พอใจที่ผมไปเสนอหน้าทำตัวไม่มีประโยชน์แบบนั้น ”
“ เชื่อฉันสิว่า คุณพ่อต้องชอบเธอแน่ๆ ไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก ท่านต้องยอมรับเธอ ในฐานะที่เธอเป็นคนรักของฉัน แล้วท่านก็ต้องตกหลุมรักเธอ เหมือนที่ฉันก็ตกหลุมรักเธอมากมายขนาดนี้เหมือนกัน ”
“ คุณติก็… พูดแบบนี้จะให้ผมใจอ่อนเหรอครับ แต่ยังไงก็ไม่ได้ครับ ไม่ใช่ว่าผมจะไม่อยากเจอท่าน แต่ที่สำคัญตอนนี้ผมต้องเรียน การที่ขาดเรียนไปเมื่อสองเดือนก่อนก็ทำให้ตามเพื่อนไม่ทันมาทีแล้ว ไม่อยากต้องมานั่งสอบซ่อมน่ะครับ ”
“ แต่ฉันก็ไม่อยากจากเธอไปเลย เป็นห่วงไปหมด กลัวเธอเหงา กลัวเธอถูกใครรังแก ”
“ โธ่ ผมไม่ใช่เด็กๆแล้วนะครับ แล้วอีกอย่างผมก็เป็นผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิงบอบบางเสียหน่อย ผมดูแลตัวเองได้ ”
“ แต่สำหรับฉัน เธอทั้งน่าทนุถนอม และอ่อนโยน เธอมีจิตใจที่ดี ฉันไม่อยากให้ใครมาทำร้ายเธอได้ ”
“ จะเป็นอย่างนั้นไปได้ยังไงกันล่ะครับ หึ ไม่เชื่อใจผมเหรอ ”
“ เชื่อสิ “
“ งั้นก็ไม่ต้องเป็นกังวลอีกแล้วนะครับ “
“ แล้วเธอจะคิดถึงฉันไหม ” คุณติก้มลงมาจนหน้าผากของเราชนกัน ใบหน้าของเขาดูจริงจัง จนผมเองไม่กล้าจะสบตา
“… แค่อาทิตย์เดียวเองครับ ไม่ทันไรเราก็กลับมาเจอกันแล้ว ”
ผมจับต้นแขนของคุณติแน่น อยากให้เขาวางใจ ไม่ต้องห่วงอะไร ทั้งๆที่ผมเองก็ไม่แน่ใจว่า การจากกันหนึ่งอาทิตย์ของเราจะเป็นอย่างไร เพราะตลอดเกือบสองเดือนที่ผ่านมา ไม่เคยมีวันไหนเลยที่เราห่างกัน
“ แต่ฉันจะคิดถึงเธอ ฉันจะคิดถึงเธอทุกวันเลย ตอนนอนก็จะฝันถึงเธอ ฝันว่าได้กอดเธอแบบนี้ ที่ฉันจะคิดถึงมากที่สุดก็คือ กลิ่นของเธอ ฉันไม่แน่ใจว่าจะนอนหลับตาลงไหม ถ้าไม่มีเธอนอนอยู่ข้างๆ ”
เป็นสิ่งที่แสนวิเศษสุดที่ผมได้ยิน คนๆนี้กำลังจะทำให้ผมไม่อยากอยู่ห่างจากเขา ผมไม่แน่ใจแล้วว่าใครกำลังตกหลุมของใครกันแน่ ผมก้มลงจูบตรงหน้าอกข้างซ้ายของเขา ข้างเดียวกับหัวใจ
“ ผมจะอยู่กับคุณตรงนี้… เราจะอยู่ด้วยกันเสมอครับ ”
แล้วคุณติก็ช้อมคางผมขึ้น เราจูบกันเนิ่นนาน จนเมื่อถอดริมฝีปากออกจากกัน ทำเอาผมสติหลุดลอยจนเกือบทรุด คุณติจูบหน้าผากผมอีกครั้ง พร้อมทั้งลูบหัวของผมเบาๆ ก่อนจะหยิบกระเป๋าเดินทาง แล้วก้าวไปเปิดประตู
“ งั้นฉันไปนะ แล้วเจอกัน ”
“ ครับ แล้วเจอกัน ”
พอประตูปิดลงผมก็ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา หัวใจของผมยังคงเต้นแรง หน้าร้อนผ่าว ไม่เคยคิดเลยว่า ผมจะรู้สึกได้ขนาดนี้ ครั้งหนึ่งผมเคยคิดถึงกับอยากจะฆ่าผู้ชายคนนี้ทันทีที่มีโอกาส เพราะผมคิดว่าเขาคือ คนที่พรากทุกสิ่งที่ผมรัก และหวงแหนไป แต่จนมาวันนี้ ผมไม่สามารถจะหลอกตัวเองได้อีกต่อไป ผมไม่ได้รู้สึกเคียดแค้นเขาอีกแล้ว ตั้งแต่ผมตระหนักได้ว่า คุณติทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อผม เขาคิดถึงผมเสมอ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ อย่างทานอาหารด้วยกันทุกวัน ไปรับไปส่งผมที่มหาวิทยาลัย ดูแลผมยามที่ไม่สบาย หรือแม้แต่หากวันใดคุณติไม่มีเวลา ก็ยังให้คนที่เขาไว้ใจอย่างคุณเรวัติ หรือไม่ก็คุณวีระ คอยมาอยู่ดูแลผม จนผมไม่รู้สึกว่าการปฏิบัติของเขา เป็นการกระทำของเจ้าหนี้กับลูกหนี้อีกแล้ว ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม ในตอนนี้ผมไม่อาจมีความคิดเคียดแค้นชิงชังเขาได้อีก ยิ่งเมื่อเขาจากไปแล้วจริงๆ ผมถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่ามีอะไรขาดหายไป แล้วเขาล่ะ จะรู้สึกเหมือนกันหรือเปล่า นั่นคือสิ่งที่ผมสงสัย
เพราะวันนี้เป็นวันอาทิตย์ ผมจึงไม่ได้ออกไปมหาวิทยาลัย ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีรายงานที่ต้องทำในช่วงสายๆ คุณติจึงไม่อยากให้ผมไปส่งที่สนามบิน เพราะกลัวว่าผมจะต้องเหนื่อยเดินทางกลับไปกลับมา ด้วยเพราะผมเองก็ได้นัดทำรายงานกับเพื่อนๆไว้ พวกเขาจะมาที่คอนโดกัน แต่ก็อีกกว่าชั่วโมงทุกคนถึงจะมา ระหว่างที่รอ ผมจึงเดินเข้าไปในห้องทำงานของคุณติเพื่อช่วยจัดทำความสะอาด แต่จริงๆแล้วก็แทบไม่มีอะไรต้องจัด คุณติมักเก็บวางข้าวของไว้ระเบียบเรียบร้อยอยู่แล้ว ผมเดินลงไปนั่งที่โต๊ะทำงานของคุณติ เมื่อผมฟุบลงกับโต๊ะ ก็ได้กลิ่นของบุหรี่ ปน กับกลิ่นโคโลญของคุณติจางๆ คาดว่าคุณติคงสูบบุหรี่ในบางครั้งที่ทำงานจนเครียด ผมไม่เคยเห็นคุณติสูบบุหรี่ในบ้านเลยแม้สักครั้งเดียว ทั้งๆที่ทุกๆห้องผมจะเห็นมีที่เขี่ยบุหรี่วางอยู่ ถ้าผมคิดเข้าข้างตัวเอง ก็อาจจะเป็นเพราะรู้ว่าผมแพ้ควันบุหรี่ ซึ่งครั้งหนึ่งตอนเราไปทานข้าวเย็นด้วยกัน มีคนสูบบุหรี่ที่โต๊ะข้างๆ แล้วทำให้ผมถึงกับไอไม่หยุด เมื่อผมคิดได้แบบนั้นก็ทำให้ผมยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ระหว่างที่กำลังฝันกลางวัน ก็มีเสียโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นเสียงมาจากโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานของคุณติเอง ผมประหลาดใจเมื่อได้ยินเพียงเครื่องเดียว หากแต่ไม่ได้ยินเสียงจากเครื่องในห้องข้างๆ หรือจากห้องรับแขก พอได้สติผมก็รับสาย
“ ฮัลโหล ”
“ …นั่นใครน่ะ “ เป็นเสียงผู้หญิงที่ออกจากค่อนข้างดุ จากที่ผมได้ยิน
“ เอ่อ ผม… ผมชื่อ นิติพลครับ ”
“ นิติพล? ว่าแต่นั่นใช่ห้องของกีรติหรือเปล่า ”
“ ชะ.. ใช่ครับ ”
“ แล้วเธอเป็นใคร ทำไมถึงไปอยู่ที่นั่นได้ ”
“ เอ่อ… คือผม ผมเป็นเด็กรับใช้น่ะครับ “
“ ไม่ยักกะรู้ว่ากีรติยอมให้คนอื่นเข้าคอนโดของเขาด้วย ว่าแต่เขาไปไหนเสียล่ะ ทำไมเธอถึงมารับสายของเขาได้ ”
“ ตอนนี้คุณกีรติไม่อยู่ครับ เดินทางไปต่างประเทศ เขาก็เลยให้ผมมาช่วยดูแลทำความสะอาดคอนโดให้ ”
“ ไปต่างประเทศงั้นเหรอ? อะไรกัน ทำไมไม่บอกฉันสักคำ แล้วเขาบอกไหมว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ ”
“ คุณติจะกลับวันอาทิตย์หน้าครับ ไม่ทราบว่าจะฝากข้อความถึงคุณติ… คุณกีรติหรือเปล่าครับ ”
“ อะไรกัน นี่เรื่องสำคัญของตัวเองก็ยังคาราคาซัง แล้วยังจะไปต่างประเทศอีก ช่วยไม่ได้นะ ยังไงฉันจะพยายามหาทางติดต่อเขาก่อนหน้านั้นอยู่แล้ว แต่ถ้าเขาติดต่อกลับมาก่อนก็บอกด้วยว่า คุณยุวเรศ แม่ของเขาโทรมาหา ให้ติดต่อกลับด้วย เรื่องกำหนดการงานหมั้นของเขากับหนูศศิกานต์ ”
ผมเกือบจะทำหูโทรศัพท์ร่วงจากมือ ตอนแรกนึกว่าหลับฝันไป แล้วก็ฝันร้ายฟุ้งซ่านไปเอง แต่ก็มาได้สติเมื่อเสียงคุณผู้หญิงที่ปลายสายเรียกมา
“ นี่… ได้ยินหรือเปล่า แล้วจำได้หรือเปล่าที่ฉันบอกไว้น่ะ ”
“ จ… จำได้ครับ คุณแม่ของคุณกีรติโทรมากให้ติดต่อกลับเรื่องงานหมั้นกับคุณศศิกานต์ ”
“ ดี… งั้นก็แค่นี้แหละ ”
งานหมั้น คุณยุวเรศ ผู้เป็นคุณแม่ คุณศศิกานต์ คู่หมั้น เรื่องเหล่านี้ผมไม่เคยระแคะระคาย ได้รับรู้มาก่อนเลย ผมสับสนกับเรื่องที่ได้ยิน และไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับความรู้สึกตัวเองยังไง หัวผมมันหนักอึ้งไปหมด ผมนั่งนิ่งอยู่แบบนั้นจนกระทั่งเมื่อเพื่อนๆของผมมาที่คอนโด ผมพยายามทำตัวเป็นปกติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ โอ้โห ห้องสวยเป็นบ้าเลยว่ะนิก นี่คูณผู้ปกครองแกเขาทำงานอะไรวะเนี่ย ถึงได้มีคอนโดหรูๆอยู่กลางกรุงแบบนี้ ”
“ เขาเป็นเจ้าของกิจการหลายอย่างครับ นี่ครับน้ำ ทำตัวตามสบายนะครับพี่ตี๋ เดี๋ยวผมไปเอาของว่างมาให้ ”
“ มาฉันช่วย ” เมฆเดินตามหลังผมมา ปล่อยให้พี่ตี๋ และเพื่อนร่วมกลุ่มอีกคนนั่งตะลึงกับความสวยงามของคอนโดต่อไป
“ คุณกีรติไปไหนล่ะ ฉันนึกว่าวันนี้จะได้เจอกันซะอีก กะไว้ว่าจะขอโทษ… ขอโทษเรื่องคราวที่แล้ว ”
“ เขาเดินทางไปต่างประเทศอาทิตย์นึงน่ะ ”
ระหว่างที่ผม จัดแจงเอาขนม ของว่างใส่จาน มือของผมก็สั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้ แม้ว่าจะใช้มืออีกข้างประคองแล้วก็ตาม เมฆคงสังเกตเห็น จึงมารับของไปจากมือของผม
“ เป็นอะไรหรือเปล่านิก ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า ”
“ เอ๋? เปล่าๆ ฉันสบายดี ”
“ หรือมีเรื่องไม่สบายใจ ”
“ ไม่มีอะไรหรอกน่า ไปเถอะ มีงานอีกหลายอย่างต้องทำ ”
ผมต้องรีบตัดบท ก่อนที่ตัวเองจะดูอ่อนแอไปมากกว่านี้ ไม่รู้ว่าอีกเกือบอาทิตย์ที่เหลือ ผมจะใช้ชีวิตอยู่อย่างปกติได้หรือเปล่า ตอนนี้ผมอยากให้คุณกีรติยู่ด้วยเหลือเกิน อยากได้ยินเรื่องราวทั้งหมดจากปากของคุณกีรติเอง เพื่อลบล้างความสับสนในใจนี้
ในวันนั้นงานเสร็จไปเกือบครึ่งแล้ว ทุกคนเหนื่อยล้าพอควร เกือบสามทุ่มก็ถึงเวลาแยกย้ายกันกลับบ้าน ผมส่งทุกคนที่หน้าคอนโด ซึ่งเมฆขับรถออกมารับ ผมโบกมือลา แต่ก่อนผมจะผละออกไป เมฆก็พูดตามหลังมาว่า
“ มีอะไรก็โทรมาหาฉันได้นะนิก ”
“ อืม… ขอบใจนายมาก “ ผมตอบโดยไม่หัน แล้วก็เดินขึ้นลิฟท์ไปที่ห้อง
พอกลับถึงห้องอีกครั้ง ผมกลับยิ่งรู้สึกเดียวดายยิ่งกว่าเดิม ห้องที่กว้างใหญ่ แต่ไร้เพื่อนร่วมห้อง คุณติผู้ที่มักอยุ่ในห้องเหล่านี้กับผม แต่บัดนี้ช่างอยู่ไกลแสนไกล ในค่ำคืนที่แสนสับสนนี้ ผมเดินล่องลอย คิดอะไรร้อยแปด จนเดินไปถึงยังห้องนอนของคุณติ ซึ่งบัดนี้ก็เป็นที่หลับนอนของผมด้วย เมื่อเปิดประตูห้องนอนเข้าไป ภาพที่เราก่ายกอดกันเมื่อคืนก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้า
“ พรุ่งนี้ฉันจะไม่ได้กอดนายแบบนี้ไปอีกเป็นอาทิตย์ ยังไงวันนี้ขอฉันกอดนายให้หนำใจเถอะนะ ”
“ คุณติใจร้าย… อยากจะให้ผมตายคาอกของคุณเลยเหรอครับ ”
“ เธอต่างหากล่ะที่จะทำให้ฉันต้องตาย… ฉันรักเธอมาก รักจนถ้าไม่ได้กอดเธอไว้แบบนี้แล้ว ฉันก็เหมือนจะหายใจไม่ออก เหมือนว่าฉันจะไม่มีเรี่ยวแรงทำอะไรได้ต่อไปอีกแล้ว… ”
“ แต่ถ้าเราทำกันทั้งคืน… คุณก็จะไม่มีแรงเหมือนกันนะครับ ”
“ ตรงกันข้าม ฉันจะยิ่งมีพลังยิ่งกว่าใครต่างหากละ เธอเป็นขุมพลังของฉัน รู้ไหมนิก ”
“ อา… คุณติครับ ช้าๆหน่อย… อา ผม…”
“ เจ็บเหรอ… “
“ …มันร้อนครับ ร้อนไปหมดเลย… อา… คุณติ… ”
“ ขอโทษทีนะนิก ฉันคงหยุดไม่ได้แล้ว ”
“…อา! คุณติ…”
“ นิก! “
ภาพเหล่านั้นค่อยๆจางไป แล้วผมเองก็ล้มตัวลงนอนบนเตียง จินตนาการของผมเป็นรูปเป็นร่างเหมือนจริงก็ไม่ปาน ผมถึงกับหอบเหนื่อยเพราะอารมณ์พุ่งพล่านยามเมื่อคิดถึงเรื่องราวเมื่อคืน กลิ่นหอมจางๆจากตัวคุณติยังคงติดที่นอน ผมกอดหมอนใบใหญ่ ที่เรามักหนุนด้วยกัน ความสับสนวุ่นวายใจ ทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยล้า และเมื่อหลับตาลง ผมก็อยากจะหลับไปทั้งอย่างนั้น หลับไปจนกว่าคุณติจะมาปลุกผมให้ตื่นจากฝันร้ายนี้
“ นิก… นิก… นิก! ”
ผมสะดุ้งตื่นจากพวังค์ เราอยู่กันในห้องเรียน และกำลังจะพรีเซ้นท์งาน แต่ใจผมหลุดลอยไปไกลแล้ว เมฆเขย่าตัวผมเพื่อให้รู้สึกตัว แล้วเลื่อนสไลด์ต่อไปเพื่อให้แท็ค ซึ่งเป็นรุ่นน้องอีกคนในกลุ่มได้บรรยายต่อ เมฆก้มลงมากระซิบข้างๆหูผม
“ ฉันทำต่อเอง นายไปช่วยพี่ตี๋แจกตัวอย่างงานเถอะ ”
“ … ไม่เป็นไร ฉัน… ”
“ นะ… ฉันทำเอง ” เมฆดันหลังให้ผมลุกขึ้น ผมเลยต้องลุกขึ้น เดินไปหาพี่ตี๋เพื่อช่วยเขาแจกเอกสารต่างๆสำหรับการบรรยาย ผมรู้สึกว่าวันเวลาผ่านไปช้าเหลือเกิน วันนี้ก็เข้าวันที่สี่แล้วที่คุณติเดินทางไปอเมริกา เขาไม่ได้ติดต่อมาเลยตั้งแต่วันที่เดินทาง ส่วนคุณยุวเรศ คุณแม่ของคุณติก็ไม่ได้โทรมาอีก ผมไม่แน่ใจว่าเขาติดต่อกันได้หรือยัง แล้วเรื่องราวต่างๆดำเนินไปถึงไหนแล้ว ผมมีแต่ความกังวลเรื่องคุณติจนไม่เป็นอันทำอะไรเลย ซึ่งพอรู้สึกตัวว่าเป็นภาระให้กับเพื่อนๆ ผมก็รู้สึกผิด แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรดี เพื่อให้ตัวเองมีกระจิตกระใจทำอะไรได้มากกว่านี้
เวลาล่วงเลยไปจนเย็นกว่ารายงานของทุกกลุ่มจะเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์ หลังจากเลิกเรียนแล้ว ทุกคนลงความเห็นว่าน่าจะออกไปสังสรรค์เล็กๆน้อยๆ กับการที่โปรเจครายงานของเราเสร็จสิ้นไปด้วยดี
“ เราขอตัวนะ วันนี้รู้สึกไม่อยากออกไปไหน อีกอย่างพรุ่งนี้ก็มีเรียนเช้าด้วย ”
“ ไม่ไปหน่อยเหรอนิก แค่ไปกินข้าวเย็นกันก็ได้ ” เมฆพยายามรบเร้า อีกครั้ง
“ นะ… ไปหน่อย กลับไปนายก็อยู่แต่ในคอนโดคนเดียว เหงาออกนะ ”
“ นั่นสินิก พี่ว่าไปกินข้าว คุยกันสนุกๆ คลายเครียดดีกว่า ไอ้แท็ก มึงก็ชวนพี่เค้าหน่อยสิวะ ”
“ ไปด้วยกันเถอะพี่นิก เนี่ยผมหิวแย่แล้ว พี่ไม่ยอมไป พวกพี่เขาก็ไม่ไปกันซักที ไปนะพี่ นะๆๆ ”
อาจจะเป็นการดีก็ได้ ถ้าผมออกไปข้างนอกบ้าง พยายามใช้เวลาแต่ละวันให้หมดๆไป จนกว่าจะถึงตอนที่คุณติกลับมา
“ ก… ก็ได้ แต่ว่าฉันจะกลับตอนสามทุ่มนะ ไม่เกินนี้ ”
“ อืม… สามทุ่มเมื่อไหร่ ฉันจะไปส่งนายเอง ” เมฆเดินเข้ามาตบบ่า แล้วหันไปยิ้มให้คนอื่นๆที่ลุ้นว่าผมจะไปหรือไม่ไป ผมแอบเห็นว่าหลายคนทำท่าโล่งใจที่ผมยอมไปเสียที
“ เออ ให้มันได้อย่างนี้สิ ไปๆ ท้องไอ้แท็คมันร้องแล้ว ขาดมือพรีเซ้นท์ไปคนละแย่เลย ”
และแล้วทุกคนก็ออกไปทานอาหารเย็นด้วยกัน เราไปกันที่ร้านริมแม่น้ำที่มักไปบ่อยๆตอนก่อนผมจะดร็อปเรียน ร้านนี้อาหารอร่อย และมีนักดนตรีวงโฟลค์ซองที่เราสนิทเล่นอยู่ด้วย ผมมักขึ้นไปร้องบ่อยๆ เวลาเราไปที่ร้านนั้น วันนั้นก็เช่นกัน เราทานอาหารอยู่จนเกือบสามทุ่มแล้ว ผมนั่งเงียบไม่ค่อยพูดค่อยจามาตลอดที่นั่งทานอาหารกัน และพอมองนาฬิกา ผมก็ตั้งท่าจะกลับ แต่พี่ตี๋ก็รั้งตัวผมไว้
“ อย่าเพิ่งกลับน่านิก พี่ศรีเขาเพิ่งมาเอง รอให้เขาตั้งเครื่องเสร็จ แล้วขึ้นไปโซโลซักเพลงสิ ไม่ได้ฟังเสียงแกมานานแล้วนะ ”
“ แต่ว่า… ”
“ นั่นสินิก ร้องเพลงให้พวกเราฟังสักเพลง จากนั้นถ้าอยากจะกลับ เดี๋ยวเราจะไปส่ง ”
“…”
“ พี่ศรีๆ วันนี้นิกมาพี่ ให้มันแจมสักเพลงได้หรือเปล่า “ พี่ตี๋ปากไว รีบตะโกนบอกมือกีต้าร์ ซึ่งพอเขาได้ยินก็ตอบรับทันที
“ โห… เยี่ยมเลยครับ วันนี้ น้องนิกหนุ่มหน้ามลเสียงนุ่มมาร้านเราด้วยนะฮะ แหม หายหน้าหายตากันไปพักใหญ่เลย ไม่ทราบว่าไปหลบพักใจ อกหักมาหรือเปล่านะ… อ่ะ มาๆเพลงแรกเลยแล้วกัน ขึ้นมาเลยน้อง ”
ผมยังไม่ทันได้เตรียมใจว่าควรจะร้องเพลงอะไร มันคิดไม่ออก แต่แล้วขณะที่กำลังเลือกเพลงจากหนังสือเพลง ก็ไปสะดุดที่เพลงๆหนึ่ง
“ ฉัน…เหมือนคนไม่มีกำลังแหละหมดแรงจะยืนจะลุก จะเดินไป…
ฉันเหมือนคนกำลังจะตาย ที่ขาดอากาศจะหายใจ…. ”
เพื่อนๆดูจะแปลกใจที่ผมร้องเพลงข่มขื่นเหลือเกิน โดยเฉพาะเมฆ ที่ทั้งวันเขาพยายามจะไถ่ถามผมว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะผมเองก็เก็บอาการไม่ค่อยจะอยู่เสียด้วย ระหว่างที่กำลังร้องจนเกือบจะถึงท่อนสุดท้าย น้ำตาของผมก็รินไหลออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว ทุกคนถึงกับตกใจ ตอนนั้นผมได้สติก็รีบปาดน้ำตา แล้วลงจากเวทีทันที
“ …ผม ขอตัวกลับก่อนครับ แล้วก็นี่ค่าข้าวส่วนของผม ” ผมรีบออกไปจากที่นั่น โดยที่ทิ้งความฉงนสงสัยไว้ให้กับนักดนตรี คนในร้าน ละเพื่อนๆ ผมรีบเดินออกจากร้าน แล้วพยายามเรียกหาแท็กซี่ ซึ่งขณะที่มีแท็กซี่คันนึงมาจอดตรงหน้า แล้วผมกำลังจะเปิดประตูเข้าไปในรถ เมฆก็เข้ามารั้งแขนผมไว้
“ นิก! นายเป็นอะไรไป แล้วนี่กำลังจะไปไหน ”
“ ฉันรู้สึกไม่ค่อยดี อยากกลับบ้านแล้ว นายปล่อยฉันสิ ”
“ ฉันว่าไม่ใช่แค่นั้น บอกมานะว่ามีอะไร ”
“ เอ้า! คุณ จะไปหรือไม่ไปครับ ”
“ ไปครับ ” ” ไม่ไปครับ ขอโทษที ” เมฆตอบแทนผม แล้วเขาก็ดึงผมออกมาจากตัวรถ พาเดินจูงไปที่รถของเขาที่จอดอยู่อีกฝั่ง ผมหมดแรงจะขัดขืน จึงเดินตามไป แล้วเมฆก็ขับรถออก
“ ถ้านายไม่สบายจริงๆ ฉันจะไปส่งที่บ้านเอง แต่ถ้าไม่ใช่แค่ไม่สบายตัว แต่นายไม่สบายใจด้วย ก็เล่ามาให้ฉันฟังได้ ฉันยินดีรับฟังเรื่องของนายเสมอ นายก็รู้ “
“ … ”
“ เอาเถอะ ถ้านายไม่สะดวกใจที่จะเล่าก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยถ้านายมีอะไร ก็อย่าเก็บไว้คนเดียว มันไม่มีอะไรดีขึ้น นอกจากนายจะอึดอัด และทุกข์ใจอยู่คนเดียว ”
“ …ฉันเพิ่งรู้ว่า เจ็บปวดหัวใจมันเป็นยังไง มันไม่เหมือนเจ็บตัวเลยที่หายามาทาแล้วก็หาย แต่เจ็บปวดหัวใจน่ะ มันหาอะไรมารักษาไม่ได้เลย ”
“ พูดเรื่องอะไรน่ะ… หรือว่าคุณกีรติเขาทำอะไรนาย ”
“ เปล่าหรอก คุณติไม่ได้ทำอะไร แต่เป็นฉันเอง ฉันเองที่สำคัญตัวผิด ตกหลุมรักเขาเอง ”
“ ว่าไงนะ? นี่ นาย… ”
“ ฉันรักคุณติ ฉันรักเขา… ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าอาจจะต้องเจ็บปวดขนาดนี้ “
เมฆหยุดรถทันที เมื่อเห็นผมเริ่มฟูมฟาย เขาดึงผมเขาไปกอด และปลอบประโลมผมอย่างอ่อนโยน
“ นายอย่าเป็นอย่างนี้สิ ทั้งๆที่ฉันว่าจะตัดใจจากนายแล้ว ถ้านายยังเป็นแบบนี้ ฉันจะตัดใจไม่ได้รู้ไหม ”
“ ขอโทษ… ฉัน… ”
“ ฉันก็ไม่รู้ว่าระหว่างนายกับหมอนั่นมีอะไรกัน แต่ถ้านายไม่ได้รู้สึกมีความสุขเหมือนเดิม ถ้าหมอนั่นไม่ได้รัก ไม่ได้แคร์นาย ฉันก็พร้อมทำหน้าที่นั้นแทน ฉันจะรอนาย… ไม่ว่านานเท่าไหร่ ”
เมฆจูบผม แล้วผมก็ไม่ได้ขัดขืน เพราะหัวใจของผมอ่อนแอเกินไป ตอนนี้ผมแค่อยากให้ใครสักคนมาปลอบโยน อยากให้มีคนโอบกอดผมไว้ ผมไม่อยากอยู่อย่างเดียวดาย แต่ถึงอย่างนั้น คนที่ผมต้องการมากที่สุดในเวลานี้คือคุณติ
ติดตามตอนต่อไป…
One Trackback/Pingback
[...] Love Deposit – หนี้รักนายอสูร 11 [...]