ผมรู้สึกตัวอีกทีก็รุ่งขึ้นอีกวัน ผมอยู่บนเตียง ที่โต๊ะข้างหัวเตียงมีซองวางอยู่ เมื่อเปิดดูก็พบว่าเป็นเงินจำนวนมากโข คุณติเขียนโน้ตทิ้งไว้ บอกว่าให้ผมใช้เงินจำนวนนี้ใช้จ่ายในช่วงสองวันก่อนเขาจะมารับ ซึ่งผมก็ไม่ได้ใช้จ่ายอะไร เพราะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน พยายามรวบรวมของทั้งหมดที่มีใส่หีบห่อ รอการขนย้าย วันๆหมดไปอย่างรวดเร็ว ผมรู้สึกเหนื่อยล้าเป็นทวีคูณทั้งกาย และใจ อยากจะหลับตาแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีก ถ้าทำได้ก็คงจะดี…

สองวันให้หลัง คุณติก็กลับมาอีกครั้ง เขานำคนมามากมายมาช่วยขนย้ายของในบ้าน คนมากเกินความจำเป็นเสียด้วยซ้ำ เพราะบ้านหลังน้อยของเรา ไม่มีสมบัติพัสถานอะไรมากมาย คุณเรวัติ ผู้ช่วยคนสนิทของคุณติ เข้ามาช่วยผมหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้า ผมพยายามจะยึดไว้ เพราะไม่อยากจะรบกวน แต่เขากลับบอกว่า

“ ไม่เป็นไรครับคุณนิติพล ให้ผมถือเถอะครับ ไม่อย่างนั้น นายน้อย เอ่อ คุณกีรติน่ะ เอาผมตายแน่เลย ”

“ แต่ว่า… ”

“ คุณนิติพลไปนั่งรอนายในรถเถอะครับ เดี๋ยวนายจะต้องไปประชุมต่อ ถ้าไม่อยากให้พวกผมเดือดร้อน คุณนิติพล ต้องเชื่อที่ผมพูด แล้วก็ทำตามที่คุณติต้องการนะครับ ”

“ อ่อ… ครับ เอ่อ คุณเรวัติ เรียกผมว่า นิก ก็พอครับ ผมไม่ถนัดให้ใครมาเรียกผมแบบทางการอย่างนั้น ”

“ ได้ครับคุณนิก งั้นก็เรียกผมว่า เรย์ ก็แล้วกันนะครับ เชิญทางนี้เลยครับ ”

ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่า บรรดาผู้คนที่รายล้อมคุณติ มีแต่คนใจดี และมีน้ำใจ ทุกคนให้ความเคารพคุณติอย่างมาก และปฏิบัติกับผมอย่างดี ผมละอายใจที่คิดไปว่าจะมีแต่คนร้ายกาจ อยู่รอบตัวเขา อาจเป็นเพราะตอนนั้นผมมีแต่ความเกลียดแค้นฝังลึก ทำให้มองอะไรต่างๆในแง่ร้ายไปจนหมดสิ้น คุณติพูดจาเจรจาอะไรบางอย่างกับเจ้าหน้าที่ทางการคนหนึ่งที่ตามมาด้วย เขาเซ็นเอกสารอยู่สองสามชุด ก่อนจะเดินตรงมาที่รถ ผมอดสะดุ้งไม่ได้เมื่อเห็นเขาเดินตรงมาหา และใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และเมื่อเขาเข้ามานั่งเคียงข้างผมในรถ ร่างกายของผมก็เริ่มสั่นอย่างไม่รู้ตัว คุณติ คงสังเกตเห็นอาการสั่นเป็นเจ้าเข้าของผม เขาจึงเริ่มถอนหายใจ

“ เป็นอะไรไป นี่นายกลัวฉันมากขนาดอย่างนั้นเลยหรือ ”

“ ปะ..เปล่าครับ ผมแค่… หนาว… ผมคงจะไม่ค่อยสบายเท่าไหร่น่ะครับ ” ผมตกใจทันทีที่เมื่อสิ้นประโยค คุณติก็เข้ามานั่งเบียดชิดกับผม มืออันใหญ่โตของเขา แตะมาที่หน้าผาก ตอนนั้นเองที่ร่างกายของผมเหมือนจะเย็นวาบจากภายในขึ้นมาในทันที

“ นายมีไข้สูงเลยนี่นา ทำไมถึงไม่บอกฉัน ”

“ เอ๊ะ… ผม… ผมคิดว่าไม่น่าเป็นอะไรมากน่ะครับ เพราะก็ทานยาแล้ว ”

“ เป็นมานานหรือยัง ”

“…ก็…ตั้งแต่ เมื่อสามวันก่อนหน้านี้ ครับ…” ผมไม่กล้ามองหน้าคุณติตรงๆ เพราะมันทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น

“ อ่อ… อย่างนั้นเองเหรอ …มานี่สิ ” คุณติโอบร่างของผมเข้าไปอยู่ในอ้อมอกโดยไม่ต้องออกแรงอะไรมาก ร่างของผมปลิวเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของเขาอย่างว่าง่าย ผมคงจะป่วยจริงๆ ทั้งร่างกาย และจิตใจ

“ คุณติ …อย่าครับ คุณคนขับรถเขาจะ… ”

“ ไม่ต้องกังวลไปหรอก ทุกคนเป็นคนของฉัน นี่วีระ… ” นั่นคือชื่อของคุณคนขับรถ

คุณวีระเป็นคนขับรถส่วนตัวของคุณติ ตอนหลังผมถึงได้ทราบว่าเขาไม่ใช่คนขับรถธรรมดาๆเลย

“ ครับนาย ” ผมสังเกตได้ว่า คุณวีระไม่ได้หันกลับมามอง เขาเพียงชำเลืองดูเราผ่านทางกระจกหน้ารถอย่างเกรงใจ

“ ตรงไปคลินิกที่ใกล้ที่สุดแถวนี้ก่อน เอาที่เชื่อถือได้ด้วยล่ะ ”

“ เอ๊ะ “ ผมแทบไม่เชื่อหูตัวเอง

“ แล้วการประชุมล่ะครับนาย ”

“ ฉันจะให้เรวัติล่วงหน้าไปก่อน… ฮัลโหล เรวัติ ฉันจะพานิกไปหาหมอก่อน นายล่วงหน้าไปที่การประชุมได้เลยนะ ฉันเสร็จธุระเมื่อไหร่ จะรีบตามไปสมทบ ”

“ รับทราบครับ นาย ” ผมได้ยินเสียงคุณเรย์ลอดออกมาโดยไม่มีข้อโต้แย้ง คุณติวางสายเสร็จ ก็หันมามองผมต่อ แววตานั้นยากจะบอกได้ว่าคุณติรู้สึกอย่างไร วงแขนของคุณติกระชับแน่นขึ้น ผมรู้สึกได้ถึงลมหายใจของคุณติที่ปะทะเข้ากับหน้าผาก ริมฝีปากที่แห้งของเขาสัมผัสกับเรือนผมของผม ไล่ลงมาจนถึงใบหน้าเมื่อตอนที่หน้าของเราอยู่ตรงกัน

“ ฉันขอโทษนะ เป็นความผิดของฉันเอง ที่ทำให้นายไม่สบาย ”

“ เอ๊ะ… มะ ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับคุณติ ก่อนหน้านั้นผมก็โดนฝนมา อาจจะเพราะไม่ได้ดูแลตัวเองให้ดีด้วย แล้วก็… ” ผมถูกสั่งให้หยุดพูดโดยริมฝีปากของคุณติที่ประกบลงมา ไม่อยากจะนึกเลยว่า จะมีใครเห็นหรือเปล่า แต่ในตอนนั้น ความหอมหวานของรสจูบ ทำให้ผมลืมความกังวลไปจนหมด

“ ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น หลับตาลงซะ เธอต้องพักผ่อนให้มากๆนะ ”

“ คุณติ… ” มือที่ลูบหัวผมอยู่ เป็นมือของอสูรร้าย ที่พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากผม ไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามือเดียวกัน จะให้ความอบอุ่นได้มากถึงเพียงนี้ ผมคงบ้าไปแล้ว ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆเลย

คุณติ พาผมไปหาหมอ ในคลินิกขนาดใหญ่ใกล้ๆละแวกนั้น หมอบอกว่าผมเป็นไข้หวัด และมีอาการของโรคกระเพาะด้วย คุณหมอกำชับให้ผมทานอาหารให้ตรงเวลา และทานยาจนกว่าจะหมดที่คุณหมอสั่งให้ ถ้ายังไม่หาย ก็ต้องมาหาอีก คุณติตบปากรับคำแทน และรับยาทั้งหมดให้ ผมไม่ได้ทำอะไรเลย คุณติจัดแจงจ่ายเงินค่ารักษา ค่ายา พร้อมทั้งพูดคุยกับคุณหมอ รับปากว่าจะดูแลให้ผมทานยาตามที่คุณหมอสั่ง พอคุณหมอถามว่า คุณติเป็นอะไรกับผม สิ่งที่ผมได้ยินก็คือ

“ ผมเป็นผู้ปกครองของเขาครับ ”

ผมเคยคิดว่าจะรังเกียจคำๆนี้ หากคนที่ใช้เป็นเขา แต่วันนั้นผมไม่แน่ใจว่ารู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่ได้ยิน ที่แน่ๆ ตอนเดินกลับมาที่รถ คุณวีระก็ส่งแก้วน้ำให้ ส่วนคุณติก็ส่งยาลดไข้ให้ผมหนึ่งเม็ด หลังจากที่ผมดื่มน้ำตามจนหมดแก้ว คุณติบอกให้ผมนอนพัก ไม่ต้องคิดเรื่องอื่นใด อ้อมแขนอุ่นๆของเขายังคงกอดผมไว้แน่นตลอดทางที่เราเดินทางไปด้วยกันในรถนั้น ผมหลับไปโดยที่ไม่ได้รับรู้อะไรอีก จนมารู้สึกตัวอีกทีเมื่ออยู่ในที่ที่ผมไม่คุ้นเคย ผมตื่นขึ้นมาบนโซฟาขนาดใหญ่ ทำด้วยกำมะหยีสีดำ ตัวผมถูกห่มด้วยเสื้อสูทตัวใหญ่สีเทา ถ้าจำไม่ผิด มันเป็นสีเดียวกับชุดสูทของคุณติเมื่อเช้า กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆโชยขึ้นมา เป็นกลิ่นเดียวกับที่เมื่อวานก่อนที่ผมได้กลิ่นจากตัวคุณติ เหลือบมองนาฬิกาที่ฝั่งตรงข้ามห้อง เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว หัวของผมยังมึนๆเพราะฤทธิ์ยา ผมเหลียวมองไปรอบห้อง ก็พบว่ามันเป็นเหมือนห้องทำงานขนาดใหญ่ ตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่ดูมีพลังและ หรูหรา ข้าวของเครื่องใช้ในห้องล้วนเป็นของนำเข้า มีราคา ที่ผมรู้สึกชอบเป็นพิเศษก็คือส่วนของโต๊ะทำงาน ที่มีกระจกบานโตอยู่ด้านหลัง และเก้าอี้นวมตัวสูงดำที่น่าเอนหลังตอนอ่านเอกสารจนเครียด ผมเดินไปเพื่อเปิดมู่ลี่ที่ปิดอยู่ แสงแดดค่อยๆลอดผ่านช่องมู่ลี่เข้ามา กว่าตาของผมจะปรับได้ก็ระยะหนึ่ง เมื่อมองออกไปเห็นทัศนียภาพโดยรอบนอก ผมก็พบว่าห้องนี้คงอยู่สูงมาก เพราะมองไปเห็นแต่อาคารสูงๆมากมาย มองลงไปก็เกือบไม่เห็นถนนด้านล่าง แต่ก็พอสังเกตเห็นได้ เพราะการจราจรอันติดขัด จนเห็นรถจอดเรียงรายเป็นเทือกแถว ขณะที่ยังเหม่อลอยอยู่นั้น ผมก็ได้ยินเสียงเคาะประตู สองสามครั้ง พอตื่นจากพวัง ผมก็รีบเดินไปเปิดประตู เป็นคุณเรย์ยืนถือถาดอาหารอยู่ตรงหน้า เขาส่งยิ้มให้ผมอย่างเป็นมิตร

“ ขอโทษครับ ผมทำให้คุณนิกตื่นหรือเปล่าครับ ”

“ มะ ไม่เลยฮะ ผมตื่นสักพักแล้วครับ มาให้ผมช่วยเถอะฮะ คงจะหนักน่าดู ” แต่คุณเรย์ก็เลี่ยงหลบมือผมไปอย่างรวดเร็ว ก้าวพรวดเดียวก็ไปถึงโต๊ะรับแขกหน้าโซฟาที่ผมนอน

“ ที่นี่ที่ไหนกันครับ คุณเรย์ ”

“ ที่นี่เป็นห้องของนาย… ของคุณกีรติครับ นายบอกให้คุณทำตัวตามสบาย แล้วก็สั่งให้ผมนำอาหาร กับยามาให้คุณทานตามเวลาครับ เชิญเลยฮะ ”

“ ขอบคุณครับ แล้วนี่ คุณติไปประชุมเหรอครับ ”

“ ครับ ที่บริษัทไม่ไกลจากที่นี่หรอกครับ คุณติบอกว่าจะพยายามกลับมาทานข้าวพร้อมคุณ แต่ถ้ายังไงถึงเวลาแล้วคุณติยังมาไม่ถึง ก็ให้คุณทานไปก่อนได้เลย ระหว่างนี้ถ้ามีอะไรก็เรียกผมได้นะครับ ไม่ต้องเกรงใจ อยากได้อะไรก็ขอให้คุณสั่งมาได้เลย ผมจะอยู่ห้องด้านนอกนี่เองครับ ”

“ เอ่อ… ไม่เป็นไรครับ แค่นี้ผมก็รบกวนพวกคุณมากแล้ว ว่าแต่คุณเรย์ทานอะไรหรือยังครับ ทานด้วยกันไหมครับ ”

ผมสังเกตเห็นว่าคุณเรย์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มอย่างคงจะนึกขำในใจกับความไม่รู้เรื่องรู้ราวของผม คุณเรย์ขอโทษขอโพยที่เขาทำกิริยาอย่างนั้น ก่อนจะตอบกลับมาว่า

“ ไม่เป็นไรครับคุณนิก ปกติพวกผมจะไปทานกันที่ห้องอาหารของบริษัท แต่อย่างไรจะมีคนอยู่ด้านนอกห้องตลอด ตอนนี้ก็เป็นผม ถ้าหากไม่เจอผม คุณนิกก็เรียกหาคนอื่นได้เหมือนกันครับ เชิญคุณนิกตามสบายนะครับ ผมขอตัวก่อน ”

ผมอยู่ในห้องเพียงลำพังอีกครั้งเมื่อคุณเรย์ออกไป เมื่อมองไปที่ถาดอาหาร ก็เห็นว่าเป็นถ้วยปิดฝาถ้วยใหญ่ พวกเยือกน้ำ และแก้วที่มีน้ำรินไว้เกือบเต็ม มีถ้วยใส่ยาอยู่ด้านบนขวา ตามมื้อที่ระบุไว้หน้าซองยา ผมไม่รู้ว่าเขาจัดมาให้ผมถูกได้อย่างไร แต่ก็ต้องขอบคุณในความมีน้ำใจของเขา ที่ทำให้ผมขนาดนี้ ผมนั่งลงกับโซฟา พอเปิดดูก็เห็นว่าเป็นข้าวต้มกุ้งที่กำลังร้อนกรุ่นกลิ่นหอม ผมชอบกุ้งเป็นที่สุด ในตอนนั้นผมคงไม่รู้ตัวว่าหิวโหยขนาดไหน ตั้งแต่วันที่คุณติมาหาผมที่บ้าน จนวันนี้ มีเพียงแต่น้ำไม่กี่แก้วที่ตกถึงท้องของผม ไม่นานนัก ผมก็ทานข้าวต้มจนหมด รู้สึกว่าสดชื่นขึ้นในทันที และเริ่มมีเรี่ยวแรง  พอผมดื่มน้ำจนหมด ก็ได้ยินเสียงเปิดประตู เป็นคุณติที่ก้าวเข้ามา เขากำลังหันหลังสั่งงานสามสี่คำ ก็จะก้าวเข้ามาในห้อง แล้วปิดประตูลง เขาเดินตรงไปยังโต๊ะทำงาน พร้อมทั้งทิ้งตัวลงกับเก้าอี้นวมตัวสูง หลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ ผมนึกว่าเขายังไม่ทันสังเกตเห็นผมในตอนแรก แต่ต่อมาผมก็รู้ว่าไม่ใช่อย่างนั้น

“ กินข้าวแล้วหรือยัง นิก ” เขาเปรยขึ้นทั้งๆที่ยังหลับตา

“ ทานแล้วครับ เพิ่งเสร็จเมื่อครู่นี้ ”

“ อ่อ … งั้นก็ดี แล้วยาล่ะ กินหรือยัง “

“ ยัง … ยังไม่ได้ทานครับ ”

“ แล้วทำไมยังไม่กินอีกล่ะ นายอยากจะนอนซมทั้งวัน เป็นหนักไปมากกว่านี้หรือไง กินซะเดี๋ยวนี้ ” เขาเหมือนจะไม่พอใจกับอะไรมา แล้วจะมาใส่อารมณ์กับผม ผมเองก็ไม่พอใจที่ถูกพูดใส่แบบนั้น ผมโมโห จึงลืมตัวพูดอะไรออกไปมากมาย

“ ผมไม่ใช่เด็กๆนะครับ ผมไม่ต้องคอยให้คุณมาบอกว่าต้องทำอะไร ”

“ ไม่ใช่เด็กงั้นเหรอ แต่ความเป็นจริง ยังไงก็หนีไม่พ้นหรอกที่ว่านายมันยังเป็นเด็ก ยังไม่รู้อะไรทั้งนั้น ไม่รู้อะไรเลย “

“ รู้สิ ผมรู้ว่าผมมันจนตรอก ไม่เหลืออะไรแล้ว ชีวิตผมมันพังตั้งแต่วันที่คุณเข้ามา คุณทำให้ผมเป็นทาสคุณไปแล้วนี่!

“ นี่!… ใช่ ก็ฉันเป็นเจ้าชีวิตนาย ฉันจะทำยังไงกับสมบัติของฉันก็ย่อมได้ ลืมไปแล้วเหรอ ว่านายน่ะ เป็นของฉันแล้ว ”

“ คุณมันคนไม่มีหัวใจ… ผมไม่ใช่เด็กอมมือที่ไม่รู้อะไร ผมไม่ใช่ของเล่นของคุณนะ!

“ นี่นาย…!

คุณติลุกขึ้นยืนเหมือนจะพูดอะไรต่อ แต่ก็ไม่ได้พูด เขาเดินตรงมาหาผมแทน กดตัวผมนอนลงกับโซฟา จนตัวผมเกือบจมหายลงไป เพราะแรงอันมหาศาลของเขา

“ อย่านะ! คุณติ ปล่อยผม! ” แต่เหมือนเขาจะไม่ได้ยิน เขาพยายามจะทำร้ายผมอีกแล้ว คราวนี้ ผมจะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์อย่างวันนั้นอีก

“ อย่าเอามือสกปรกของคุณมาแตะต้องผมอีกนะ!

 ท่อนแขนของผมก็ฟาดเข้าที่หน้าคุณติอย่างจัง จนใบหน้าของคุณติหันไปอีกทาง เขาหันกลับมา ที่มุมปากของเขามีเลือดซึมไหลออกมา ดวงตาฉายความโกรธแค้น แต่แล้วดวงตาคู่เดียวกันนั้นก็พลันสลดไป ทันทีที่ผมตะโกนไปว่า

“ ปล่อยนะ! ไอ้คนสารเลว!

ผมพูดออกไปเพราะโมโหสุดขีด พูดออกไปอย่างไม่นึกถึงอะไรทั้งนั้น และในตอนนั้นเอง ที่ดวงตาของคุณติเคลือบไปด้วยของน้ำใสๆ ดวงตาคู่นั้นดูปวดร้าวกับคำพูดไม่กี่คำของผม ริมฝีปากเม้มตึงของคุณติ และสีหน้าที่สีเผือดลง มีรอยช้ำค่อยๆผุดขึ้นที่แก้ม นั่นคงเพราะแรงฟาดจากท่อนแขนของผม คุณติ คลายแรงกดจากมือที่ดันหัวไหล่ผม และ เอามือออกจากกางเกงของผม อยู่ผมก็รู้สึกว่ามีอะไรหลุดออกไปจากร่าง ผมรู้สึก เหมือนว่าอะไรหายไป ไม่รู้สิ ผมบอกไม่ได้เหมือนกันว่าคืออะไร แต่มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกทอดทิ้ง

คุณติยืนขึ้น หยิบเสื้อสูทของเขาที่พาดบนโซฟามาสวม แล้วก็ยืนอยู่ที่หน้าประตู เขาพูดอะไรอย่างหนึ่งออกมาในตอนที่จับลูกบิดประตู

“… นั่นสินะ… มือคู่นี้ทั้งสกปรกโสมม มันไม่คู่ควรที่จะมาแตะต้องนายเลย ขอโทษด้วยที่ฉันมันเลว… ”

“ คุณติ… คือผม ” ผมรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอกขึ้นมา

“ ฉันจะออกไปข้างนอก เย็นๆจะกลับมารับนายกลับบ้าน แต่ถ้านายอยากจะไปไหนก่อนหน้านี้ก็บอกเรวัติก็แล้วกัน 

“ เดี๋ยวครับคุณติ คือผม… ”

“ แล้วเจอกันนะ… ” คุณติก้าวออกไปโดยไม่ได้ฟังคำใดๆจากผมอีก ผมอยู่คนเดียวในห้องนี้อีกครั้ง เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกใจหายในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ผมทรุดตัวลงกับโซฟา เหม่อมองไปรอบๆห้องอีกครั้งอย่างไม่มีจุดหมาย และครู่หนึ่งก็นึกได้ว่าจะต้องทานยา ผมรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย เมื่อคิดถึงบทสนทนาที่ไม่มีสาระเมื่อครู่นี้ระหว่างผมกับคุณติ เมื่อผมเอื้อมมือจะหยิบยามาทาน ก็สังเกตเห็นกระดาษพับเล็กๆถูกถ้วยใส่ยาทับอยู่ ผมสงสัยว่าคืออะไร จึงหยิบมาอ่าน

 

 

“ นิก ฉันอาจจะกลับมากินข้าวเที่ยงด้วยไม่ทัน กินก่อนฉันได้เลย

เรวัติจะอยู่ที่นั่นดูแลนาย อยากได้อะไรก็บอกเขา แต่ยังไงทุกคนที่นั่นก็จะต้อนรับนายเป็นอย่างดี  

แล้วก็อย่าลืมกินยาด้วย นายยังมีไข้สูงมาก ต้องรีบหายไวๆนะ ฉันจะรีบกลับไปหานายให้เร็วที่สุด

กีรติ… “

ผมอยากจะรีบกระโจนออกไปจากห้องเสียเดี๋ยวนั้น อยากจะไปรั้งตัวคุณติกลับมา บอกเขาว่า ผมเสียใจกับสิ่งที่พูดออกไปมากแค่ไหน แต่ก็นั่นแหละ ผมก็ไม่ได้ทำ ได้แต่กำกระดาษแผ่นนั้นเอาไว้แน่น มือทั้งสองปิดหน้า ร้องไห้ให้กับความขลาดเขลาของตัวเอง พระเจ้า ผมคงโดนลงโทษเข้าให้แล้วใช่ไหมครับ ลงโทษให้กับการเป็นคนบาป ประพฤติผิดกฎของโลก ที่สำคัญ ผิดที่เป็นคนโหดร้าย แม้ไม่มีอาวุธใดๆ ผมก็ฆ่าคนได้ ด้วยคำพูดพล่อยๆเพียงไม่กี่คำ

“ บ้าจริงเรา เราเป็นอะไรไปแล้วเนี่ย นี่เราเสียใจให้กับคนที่ทำร้ายเราอย่างนั้นเหรอ ไม่เห็นต้องไปใส่ใจเลยนี่ว่าเขาจะรู้สึกยังไง ไม่เห็นต้องใส่ใจ… ไม่… ”

บ่ายวันนั้นผมอยู่เพียงลำพัง โดยที่ไม่เคยรู้สึกเดียวดายขนาดนี้มาก่อนเลย ไม่เคยเลยสักวัน แต่วันนั้นผมรู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวในห้อง ที่กลายเป็นเหมือนโลกไปแล้ว สุดท้ายผมก็เผลอหลับไป หลงลึกไปในนิทราอันยาวนานอีกครั้ง

 

ติดตามตอนต่อไป…

One Trackback/Pingback

  1. โดย Juliet’s World « Anotherjuliet’s Weblog เมื่อ 05 ก.ค. 2009 เวลา 1:59 pm

    [...] Love Deposit – หนี้รักนายอสูร 3 [...]

เขียนความคิดเห็น

*
*