Monthly Archives: สิงหาคม 2008

แล้วจู่ๆฝนก็เทลงมาอย่างหนัก เมฆขับรถอย่างเชื่องช้า ค่อยๆฝ่าการจราจรที่ติดขัดไป ตอนแรกเขาเสนอให้เราไปพักที่บ้านของเขา ซึ่งอยู่ระหว่างทางไปคอนโด และใกล้กว่า แต่ผมไม่อยากจะเป็นภาระมากไปกว่านี้

“ ฉันลงตรงนี้แหละ ”

“ ไม่เอาน่านิก ไม่ไปบ้านฉันก็ไม่ไป ฉันจะไปส่งนายให้ถึงบ้าน ฝนตกแบบนี้นายจะลงไปได้ยังไง ”

“ แต่ว่า รถคงยังติดอีกนาน อีกสองแยกก็ถึงบ้านนายแล้ว จะได้ไม่ต้องฝ่ารถติดไปถึงคอนโด ”

“ ไม่เป็นไรหรอก ถ้ารถติดมันจะหมายถึงการที่ฉันได้อยู่กับนายให้นานขึ้น มันก็คุ้มค่าแล้ว ”

ผมไม่รู้ว่าจะปั้นหน้าอย่างไรดี ในรถที่มีเพียงแค่เราสองคน และเมื่อครู่เราก็เพิ่งจูบกันอย่างดูดดื่ม ผมกลัวใจตัวเองเหลือเกิน ในคืนที่เป็นใจแบบนี้ ผมอาจจะเผลอตัวเผลอใจให้กับความใจดี และอ่อนโยนของเมฆขึ้นมาก็ได้ ถึงตอนนั้น ผมก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าผมจะเสียใจหรือเปล่า แล้วคุณติจะให้อภัยผมไหม

ในขณะที่กำลังคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อย ผมก็ตกใจเมื่อโทรศัพท์มือถือของผมดังขึ้น เป็นสายจากคุณเรวัติ

“ สวัสดีครับคุณเรวัติ ”

“ คุณนิกครับ ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน ”

“ เอ๊ะ… เอ่อ ผมอยู่ในรถเพื่อนครับ เขากำลังจะไปส่งผมที่คอนโด ”

“ บอกผมได้ไหมครับว่าตอนนี้คุณนิกอยู่ตรงไหนแล้ว ”

ผมสงสัยว่าทำไมเขาถึงอยากรู้ แล้วพอเมื่อบอกไปแล้ว เขาก็ตอบกลับมาว่า

“ คุณนิกลงตรงแยกหน้านะครับ ผมเข้าใจว่าจะมีร้านมินิมาร์ทอยู่ตรงใกล้ๆหัวมุมถนน รออยู่ตรงนั้นนะครับ อีกสิบนาทีผมจะไปรับคุณนั่น ”

  เอ๋… ทำไมล่ะครับ มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าฮะ “

“ ผมจะอธิบายระหว่างทางครับ ตอนนี้ขอให้ลงไปรอผมที่นั่นก่อน “

“ ครับ… งั้นเดี๋ยวพบกัน ”

“ มีอะไรหรือเปล่านิก ” เมฆปล่อยมือจากที่จับเกียร์ มากุมมือผม เขามองเหมือนจะอ่านทุกอย่างจากในดวงตาที่บอบช้ำของผม

“ ฉันต้องลงแล้ว ตรงแยกหน้ามีมินิมาร์ท ฉันจะลงที่นั่น ”

“ เอ๊ะ… ทำไมกันล่ะ ก็ฉันบอกแล้วไงว่าจะไปส่งถึงคอนโดน่ะ ”

“ เห็นทีจะไม่ได้แล้ว คนของคุณติจะมารับฉัน ขอบใจนายมากนะสำหรับทุกอย่าง “

“ นิก แล้วนายอยากไปหรือเปล่า ถ้าไม่อยากไป ฉันสามารถพานายไปได้ทุกที่ที่นายอยากจะไปนะ ”

ไฟเขียวแล้ว รถแล่นไปจนเห็นร้านมินิมาร์ทอยู่ข้างหน้า ผมบีบกระชับมือของเมฆที่เกาะกุมมือของผมไว้ ก่อนที่จะค่อยๆคลายมือออก ผมยิ้มแล้วพยักหน้า มือก็จับที่ที่เปิดประตูรถ

“ ฉันจะลง ช่วยเปิดประตูให้ด้วย… ”

“ …คงห้ามนายไม่ได้สินะ ”

“ ขอโทษนะ… ”

“ ไม่เป็นไร “

ผมเปิดประตูก้าวออกรถไป ได้ยินเสียงเมฆลอยผ่านสายฝนมาว่า

“ … คราวหน้า ถ้าเขาทำนายเจ็บช้ำน้ำใจอีก… ฉันจะไม่ปล่อยนายไปง่ายๆแบบวันนี้แน่ ”

เขาเหมือนไม่ค่อยอยากจะออกรถไปนัก ด้วยที่ก็ไม่ได้เร่งความเร็วมากมายอะไร แต่เนื่องจากรถที่มาข้างหลังปีบแตรไล่ เขาจึงจำใจต้องเร่งความเร็วออกไปอย่างเสียไม่ได้ ผมมองดูรถของเขาแล่นหายไปในหมู่รถมากมายเบื้องหน้า ผมรู้สึกเหมือนกับว่าที่พึ่งพิงอีกแห่งของผม กำลังเคลื่อนห่างออกไปช้าๆ ผมยิ้มเยาะให้กับตัวเอง ที่ทั้งอ่อนแอ และไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเองมากพอ ไม่เข้าใจว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร การที่วันนี้ผมยอมให้เมฆจูบ แล้ววันหน้าหากผมเกิดอ่อนแอเช่นวันนี้อีกเล่า จากจูบ อาจจะทำให้เราต้องผูกพันกัน แล้วถึงเวลานั้น ผมคงไม่เหลือค่าพอที่จะมีชีวิตอยู่มองหน้าคุณติได้อีกต่อไป

ผมยืนรออยู่ไม่กี่อึดใจ รถสปอร์ตคันสีดำที่คุณเรวัติมักจะขับก็มาจอดอยู่เบื้องหน้า คุณเรวัติออกมาจากรถพร้อมทั้งถอดเสื้อสูทมาบังฝนให้ผม เพราะเห็นว่าผมเปียกปอนจากการที่ยืนอยู่ชิดริมถนน ไม่ได้เข้าไปยืนในที่กำบัง

“ ทำไมถึงมายืนตากฝนล่ะครับ ”

คุณเรวัติเปิดประตูแล้วดันผมเข้าไปที่เบาะหลัง ผมรู้สึกตัวว่าไปเบียดใครคนนึงเข้าจึงเอ่ยขอโทษไปโดยยังไม่ทันได้มองหน้า

“ ข… ขอโทษครับ ผมไม่รู้ว่ามีคนอยู่… คุณติ!

ผมเกือบลืมหายใจ เมื่อชายคนที่นั่งอยู่เคียงข้างผมนั้นคือ คุณติ คนที่ผมโหยหาอยากเจอมาตลอดสี่วันมานี้ ผมจับแขนทั้งสองข้างของคุณติ กำแขนเสื้อทั้งสองข้างแน่นจนยับย่นไปหมด ผมอยากให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ฝันไป รอยยิ้มของคุณติที่ผมเห็นนั้น ยิ่งทำให้ผมเหมือนอยู่ในฝัน

“ คุณติจริงๆเหรอครับ… ผมฝันไปหรือเปล่า ”

คุณติไม่ได้ตอบ เขาดึงผมเข้าไปกอดแน่น กลิ่นบุหรี่ที่แรงกว่าทุกครั้งปนกับโคโลญ กลิ่นที่ผมคุ้นเคย เป็นกลิ่นที่ติดตัวเขาตลอดเวลา ผมซุกหน้าที่กำลังเปียกชื้นไปด้วยน้ำตาซึ่งบัดนี้ไหลไม่หยุดลงกับอกของเขา ตัวของผมที่ตอนแรกสั่นเทาจากความหนาวเหน็บที่เปียกปอนจากฝน บัดนี้ ไออุ่นจากตัวคุณติ โอบร่างผมไว้ จนเหมือนร่างของเราทั้งสองจะหลอมรวมกัน

“ นิ่งซะ ไม่ต้องร้อง ฉันอยู่นี่แล้ว ” คุณติลูบหัวเบาๆอย่างอ่อนโยน มันทำให้ผมสงบลงได้

“ …ทำไมคุณติไม่ติดต่อมาบ้างเลยล่ะครับ แล้วทำไมคุณติถึงไม่บอกผมล่ะครับว่าจะกลับมาวันนี้ ”

“ ฉันต้องขอโทษเธอด้วย มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน ฉันคิดว่าจะจัดการให้เรียบร้อยก่อนถึงค่อยกลับมา แต่ถึงตอนนี้อะไรๆมันเปลี่ยนไปแล้ว ”

“ คุณติหมายถึงเรื่องอะไรหรือครับ…  หรือว่าเรื่อง งานหมั้น ”

“ เรื่องนั้นก็ส่วนหนึ่ง แต่เรื่องสำคัญกว่านั้น ถ้าฉันไม่กลับมาก่อน ฉันอาจจะยิ่งทำให้เธอเสียใจไปมากกว่านี้ ”

“ คุณติ… คุณทราบ ” 

“ รู้ไหมนิก พอฉันรู้ว่าคุณยุวเรศโทรมาเจอเธอ ฉันแทบอยากจะกลับมาหาเธอเสียเดี๋ยวนั้น มีหลายเรื่องที่ฉันต้องอธิบาย ฉันไม่คิดว่าเธอจะมารับรู้เรื่องต่างๆในลักษณะนี้ “

“ … ผม … ผมไม่เป็นไรหรอกครับ “ ผมผละตัวออกจากคุณติ พยายามจะหันหนีเพื่อซ่อนใบหน้าอันเปียกปอนจากฝน และน้ำตา และดวงตาของผมที่บอบช้ำเพราะต้องร้องไห้ไม่รู้กี่ครั้งแล้วในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

“ ผมเป็นแค่คนอาศัย เป็นภาระให้คุณติ ไม่มีสิทธิ์จะมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตของคุณติอยู่แล้ว แต่ผมมันเห็นแก่ตัว หัวใจของผมมันช่างร้ายกาจ คิดว่าไม่ยุติธรรมเลยที่ต้องมาเสียใจกับเรื่องที่คุณติไม่เคยบอกผม ผมไม่เคยรับรู้เรื่องของคุณติเลย ไม่เคยรู้ว่าคุณมีคู่หมั้น ผมเป็นคนทำให้ทุกอย่างพังทลาย ทั้งชีวิตผมเอง หรือแม้แต่หัวใจ “

“ ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ ฉันเองต่างหากล่ะที่ผิด ฉันควรจะบอกเธอเสียก่อนหน้านี้ อธิบายให้เธอได้รับฟังเรื่องราวทุกอย่าง ไม่น่าปล่อยไว้ให้ทุกอย่างมันล่วงเลยมาถึงขนาดนี้ เธอจะตบตีฉันก็ได้ แต่ขอให้ฉันได้อธิบายให้เธอฟังก่อน “

“ ไม่มีอะไรที่คุณติจะต้องอธิบายหรอกครับ… คุณติปล่อยผมไปเถอะ ให้ผมไปตามทางที่ควรจะเป็นตั้งแต่แรก “

“ ทำไมเธอถึงเป็นแบบนี้ ฉันไม่มีทางปล่อยเธอไปไหนทั้งนั้น ฉันรักเธอนะนิก แค่นี้เธอยังไม่เข้าใจอีกเหรอ “

“ คุณติบอกว่ารักผม ทั้งๆที่คุณมีคู่หมั้นอยู่แล้ว คุณจะให้ผมทำตัวยังไง จริงๆผมน่าจะรู้อยู่แล้ว ว่าเรื่องระหว่างเรามันเป็นไปไม่ได้ ผมไม่น่าปล่อยให้ตัวเองถลำลึกเลย ”

“ ไม่ใช่แค่เธอคนเดียวหรอกนะ ที่ถลำลึก ฉันเองก็ตกลงไปอยู่ในหลุมนั้นกับเธอด้วย เราทั้งคู่ไม่มีทางปีนขึ้นมาจากหลุมนั้นได้อีกแล้ว และฉันจะพิสูจน์ให้เธอดู ว่าที่ฉันพูดไปทั้งหมด เป็นความจริง ไม่ใช่แค่ฝัน ”

คุณติช้อนดวงหน้าของผมขึ้นมอง ดวงตาคู่สวย แต่ช่างปวดร้าวเหลือเกินของเขากำลังร่ายเวทมนต์บางอย่างใส่ผม ครู่เดียวผมก็เหมือนเคลิ้มไปกับรสจูบของคุณติที่ผมแสนจะกระหาย ผมเพลิดเพลินกับการจูบเนิ่นนานนั้นไปโดยไม่รู้ตัว ฝ่ามือที่ใหญ่ของคุณติลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังของผม ริมฝีปากของเขาไล่เลาะมาที่ลำคอของผม ลมหายใจอุ่นๆของเขา ทำให้ผมสั่นสะท้านไปทั้งร่าง

“ …คุณติ อย่าทำแบบนี้ ยิ่งคุณทำแบบนี้… ผมจะยิ่งไม่อยากจากคุณไป “

“ งั้นพอเรากลับถึงคอนโดเมื่อไหร่ ฉันจะทำยิ่งกว่านี้ จะให้เธอโหยหาแต่ฉัน ต้องการฉันทุกค่ำคืน อยากอยู่ข้างๆกายฉันตลอดไป ”

“ แล้วนี่… เรากำลังจะไปไหนครับ นี่ไม่ใช่ทางไปคอนโดของคุณนี่ ”

“ ฉันจะไปทำให้เรื่องวุ่นวายต่างๆมันจบลง เธอจะได้ไม่ต้องกังวลอะไรอีกต่อไป ”

ตอนนั้นผมไม่รู้ความหมายที่คุณติบอกเลยแม้แต่นิด คิดอยู่อย่างเดียวว่า หลังจากคืนนี้ไป ผมกับคุณติคงไม่เหมือนเดิม เขาจะต้องเตรียมตัวแต่งงาน และผมก็จะต้องออกไปจากชีวิตของคุณติ เรื่องระหว่างเราสองจะต้องจบลงในเวลาอันแสนสั้น แต่ผมรู้ดีว่า เวลาไม่สำคัญเท่ากับการที่ได้อยู่กับคุณติ ผู้ที่อยู่กับผมทั้งในช่วงทุกข์ระทมที่สุด และสุขสมที่สุด ผมไม่เสียใจ ที่เราได้ผูกพันกัน ไม่เคยนึกเสียใจเลยแม้สักนาที จนกระทั่งถึงทุกวันนี้

เรามากันที่คฤหาสน์ลังหนึ่งที่อยู่ในหมู่บ้านจัดสรร ไกลมาจากคอนโดของคุณติพอสมควร ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่รู้ว่าคุณติมาพบใคร มาทำอะไรกันที่นี่ ตอนนั้นผมสับสน และกังวลใจอย่างมาก แต่คุณติก็เดินจูงมือผมเข้าไป เราไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีกเลย จนเข้าไปถึงในห้องรับแขก คุณเรวัติโค้งให้เราที่ประตูด้านหน้า แล้วยืนรออยู่ตรงนั้น ก่อนที่คุณติจะเปิดประตูเข้าไป ในห้องรับแขกนั้นมีคนอยู่ที่นั่นสามคน เป็นหญิงสาวสูงวัยคนหนึ่ง แต่หน้าตายังคงความสวยแบบผู้ใหญ่ ทั้งยังแฝงความดุเอาไว้ในดวงตาอันแหลมคมนั้น อีกคนที่นั่งข้างๆกันเป็นหญิงสาวที่สวยมาก อายุอานามของเธอไม่น่าจะเกินยี่สิบหกได้ ผิวพรรณสวย ผมสีน้ำตาลเข้ม หยิกยาวสลวยละแผ่นหลังที่เปิดเว้า ด้วยเพราะชุดที่สวมใส่นั้นเป็นลักษณะคล้องคอ ชุดสีแดงสดขับให้ผิวของเธอยิ่งดูขาวสว่าง เธอช่างดูเจิดจรัส ยิ่งกว่าแสงโคมระย้าของห้องรับแขกอันโอ่โถงนี่เสียอีก ส่วนอีกคนที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้นวมข้างๆหญิงสาว เป็นชายสูงวัยที่ดูหน้าตาเป็นมิตร ใส่ชุดสูทภูมิฐาน แม้จะในยามนี้แล้ว แต่กระนั้นก็น่าแปลกที่ไม่ได้ดูแล้วขัดตาแต่อย่างใด รอยยิ้มของเขาผุดขึ้น เมื่อเราทั้งสองคนก้าวเข้าไป ผมทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยกมือไหว้พวกเขา เนื่องจากผมเป็นผู้มีอาวุโสน้อยที่สุดในที่นั้น คุณติยิ้มเมื่อเห็นผมทำอย่างนั้น ส่วนคนที่รับไหว้มีเพียงชายสูงวัยท่าทางใจดีเพียงคนเดียว

“ เอ้า… พานิกมานั่งสิติ เด็กๆเอาน้ำเอาขนมมาให้คุณติกับคุณนิกหน่อยเร็ว ” ชายคนนั้นบอกสาวรับใช้ที่อยู่ใกล้ๆ

“ สวัสดีครับคุณพ่อ คุณยุ น้องศิ ”

คุณพ่ออย่างนั้นเหรอ? ผมนึกว่าคุณพ่อของคุณติอยู่ที่อเมริกาเสียอีก หรือว่าท่านกลับมาพร้อมคุณติ แต่จะว่าไปแล้ว หน้าตาของพวกเขาก็ไม่ได้มีส่วนคล้ายกันแม้แต่น้อย แล้วถ้าไม่ใช่ คุณพ่อคนนี้ของคุณติเป็นใคร แล้วทำไมท่านถึงรู้จักผม

“ นี่ก็ดึกแล้ว วันนี้จะค้างที่นี่หรือเปล่าจ้ะติ ” คุณยุวเรศ คือ สาวสูงวัย เอ่ยขึ้น สายตาอันเย็นชาของเธอมองมาที่ผม

“ คงไม่หรอกครับ ผมจะมาแจ้งเรื่องงานหมั้นของผมกับน้องศิให้จบ จะได้ไม่มีอะไรค้างคาใจกันอีก ”

สีหน้าของคุณศศิกานต์ซีดเผือดลง ส่วนคุณยุวเรศก็ยังคงไว้ซึ่งสีหน้าเย็นชาอย่างนั้น ผมปั้นหน้าไม่ถูก มือที่เย็นขึ้นเรื่อยๆก็เริ่มสั่นอีก แต่คุณติก็กระชับมือข้างนั้นไว้แน่น เขาหันมามองหน้าผม แล้วส่งยิ้มให้ ผมสงบใจลงได้อีกครั้ง

“ ความจริงผมควรจะจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จเรียบร้อยตั้งนานแล้ว จะได้ไม่ต้องทำให้คนที่ผมรักต้องเสียใจ ผมจะขอยกเลิกงานหมั้นระหว่างผมกับศศิกานต์ และถอนหุ้นออกจากห้างในเครืออิสราที่ศศิกานต์ดูแลทั้งหมด “

คุณยุวเรศถึงกับยืนขึ้น ส่งสายตาเกี้ยวกราดมาที่ผม ส่วนคุณศศิกานต์ ก็พยายามฉุดรั้งมือคุณยุวเรศ ให้เธอนั่งลง คุณศศิกานต์เอง ก็เริ่มแสดงอาการไม่พอใจด้วยเช่นกัน มีแต่เพียงคุณพ่อของคุณติ ที่ยังคงสีหน้าเรียบเฉยไว้ ไม่พูดจาคำใด

“ คุณพ่อครับ คุณยุ ผมไม่อยากให้เอาเรื่องธุรกิจกับความรักมาปนกัน ผมเคารพคุณยุ และเข้าใจดีว่าคุณต้องการให้ผมแต่งงานกับศศิกานต์เพื่ออะไร แต่ผมยอมรับไม่ได้ และที่ผมไม่เคยพูด ไม่เคยปฏิเสธ ก็เพราะผมไม่อยากให้คุณพ่อ กับคุณยุต้องไม่สบายใจ และคิดไว้ว่าวันหนึ่งจะต้องบอกให้ท่านทั้งสองทราบเรื่องคนรักของผม ผมมีคนรักอยู่แล้ว ผมไม่สามารถแต่งงานกับศศิกานต์ได้ ”

“ พี่ติ ศิไม่สนใจเรื่องคนรักรายทางของพี่หรอกค่ะ ศิเข้าใจและยอมรับมันได้ แต่นี่พี่กำลังจะทำให้เราสองครอบครัวต้องมาบาดหมางกันนะคะ ”

“ ฉันไม่นึกมาก่อนเลยว่าเธอจะกล้ามาบอกยกเลิกงานหมั้น ทั้งๆที่เวลามันก็ล่วงเลยมาขนาดนี้แล้ว เธอคิดว่าฉันเป็นหัวหลักหัวตอไม่มีความคิดหรือยังไง คิดอยากจะทำ หรือไม่ทำอะไรก็ไม่ต้องบอกกล่าวกันอีกแล้ว ”

“ เอาล่ะ คุณยุ ลูกศิ ติเองก็คงมีเหตุผลของเขาไม่ใช่เหรอ ผมเอง ก็ไม่สนับสนุนให้มีงานหมั้นต่อไป ถ้าเด็กสองคนเขาไม่ได้รักได้ชอบกัน แล้วอีกอย่างทุกวันนี้ครอบครัวเราก็ไม่ได้ลำบากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ไม่จำเป็นต้องยึดถือเรื่องในอดีตอีกต่อไป ติเองก็ต้องเลือกทางเดินของเขา ของครอบครัวเขา ใช่ไหมล่ะ ”

“ แต่…!

“ ผมยอมคุณยุมามากแล้วนะครับ ผมไม่อยากจะรื้อฟื้นเรื่องราวต่างๆอีก ถือซะว่า นี่เป็นสิ่งแรก และสิ่งเดียวที่ผมจะขอคุณยุก็แล้วกัน ”

ดูคุณยุวเรศจะไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น เธอยังคงมองมาที่เราสองคนอย่างเคียดแค้นชิงชัง

“ เธอจะทวงบุญคุณจากฉันอย่างนั้นเหรอ ”

“ หามิได้ครับคุณยุ แต่ผมจะขอคงความสัมพันธ์ของเราสองครอบครัวไว้เพียงเท่านี้ ไม่ขอผูกพันมากไปกว่านี้แล้ว ขอให้โปรดเข้าใจผมด้วย แล้วทางผมจะจัดเรื่องงานแถลงข่าวให้ เอาให้สมเกียรติของศศิกานต์เลยก็ยังได้ ”

“ คนรักของพี่ติเป็นใครกัน นังแคทรียาเหรอคะ ” คุณศศิกานต์ร้องถามทั้งน้ำตา

ขณะที่กำลังสงสารคุณศศิกานต์อยู่นั้น อยู่ดีๆคุณติก็ดึงผมเข้าไปอยู่ในอ้อมกอด ผมตกตะลึง แต่พอรู้ตัวก็พยายามจะขัดขืน

“ คุณติ… ทำอะไรน่ะ ”

“ คนๆนี้แหละ คนรักของผม ” คุณติจุมพิตผมอย่างแผ่วเบา ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คนทั้งบ้าน ตอนนั้นผมเหมือนสติขาดห้วงไป ได้ยินเสียงกรี๊ดลั่น ได้ยินเสียงคุณศศิกานต์ และคุณยุวเรศร้องกันเสียงหลง คนเดินผ่านไปมา ภาพต่างๆซ้อนกันยุ่ง มารู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ในรถแล้ว คุณติเป็นคนขับ มือของเขากุมมือของผมไว้จนแน่น

“ คุณ… คุณติ นี่เรากำลังจะไปไหนกันครับ ”

“ กลับไปคอนโดของเรายังไงล่ะ ”

“ แล้วคุณเรวัติ คุณเรวัติไปไหนแล้วล่ะครับ ทำไมคุณติถึงมาขับรถเอง ”

“ ฉันให้เรวัติขับรถพาคุณพ่อ… คุณดนัยไปส่งที่สนามบินน่ะ คุณดนัยจะเดินทางไปอเมริกาเพื่อไปผมกับคุณพ่อของฉัน ”

“ คุณพ่อ คุณดนัย… คุณพ่อคุณที่อเมริกา ผมสับสนไปหมดแล้วฮะ แล้วเรื่อง… ”

“ กลับถึงคอนโดเมื่อไหร่ ฉันจะเล่าเรื่องทุกอย่างของฉันให้เธอฟัง ตอนนี้อย่าเพิ่งคิดอะไรเลยนะ ”

เราไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีกจนถึงที่คอนโด พอเราก้าวเข้าห้องรับแขกมา คุณติก็โอบไหล่ผมเดินมานั่งลงพร้อมกันที่โซฟา คุณตินั่งหลังพิงพนัก หลับตาลงครู่หนึ่ง ผมเอื้อมไปแตะที่แก้มของเขา ตัวของเขาร้อนเหมือนมีไข้

“ คุณติ… คุณติกำลังไม่สบายเหรอครับ “ เขาจับมือผมไปแตะไว้ตรงที่อกข้างซ้าย

“ ถ้าหัวใจฉันยังเต้นอยู่ ก็แปลว่าฉันสบายดี มานี่สินิก “ คุณติผายมือออก เหมือนจะบอกให้ผมเข้าไปในอ้อมอกนั้น ผมจึงค่อยๆแทรกตัวเข้าไป แต่แล้วแรงอันมหาศาลของคุณติ ก็รั้งตัวผมเข้าไปกอด ตอนนี้ผมนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างขาทั้งสองข้างของเขา โดยที่ตัวของผมทั้งตัวถูกอ้อมแขนที่อบอุ่นแข็งแรงกอดแนบแน่น ร่างเราชิดกันจนผมสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจเต้นจากอกของคุณติ และไอร้อนจากร่างของเขา คุณติวางศีรษะของเขาลงที่ไหล่ของผม แล้วเขาก็เริ่มเล่าเรื่องทุกอย่าง

“ ตอนนี้เธอคงสับสนไปหมดแล้วสินะ เอาล่ะ ฉันจะเล่าทุกอย่างให้เธอฟัง ฉันเกิดมาเป็นลูกคนเดียวของคุณพ่อคุณแม่ คุณแม่ของฉันเป็นคนอเมริกัน ส่วนคุณพ่อเป็นคนไทยไปเปิดกิจการที่นั่น ท่านทั้งสองพบกัน และรักกัน หลังจากท่านแต่งงานกันได้หนึ่งปีฉันก็เกิดมา แต่ฉันไม่มีความทรงจำเรื่องของแม่เลย เพราะเมื่อฉันอายุได้เพียงสองขวบ คุณแม่ก็มาด่วนจากไปเพราะป่วยหนัก คุณพ่อจึงเป็นคนที่เลี้ยงดูฉันมาตลอด พอฉันอายุได้สิบห้า ฉันก็มาอยู่เมืองไทยกับครอบครัวของคุณดนัย และคุณยุวเรศ คุณดนัยเป็นเพื่อนรักของพ่อฉัน ตอนนั้นท่านรับฉันเป็นลูกบุญธรรม เพราะว่าคุณดนัย และคุณยุไม่มีลูกชาย และอยากให้ฉันเป็นทายาทแทน ครอบครัวนี้ดูแลฉันตอนที่อยู่ที่เมืองไทย แต่ค่าใช้จ่ายในการดูแลฉัน แล้วก็เรื่องส่งเสียให้เรียน คุณพ่อของฉันเป็นคนส่งมาให้ทั้งหมดจากอเมริกา แต่ฉันไม่เคยรู้เลยว่าคุณพ่อส่งเงินมา ฉันติดต่อคุณพ่อไม่ได้ คุณดนัยก็ไปสร้างกิจการใหม่ที่ต่างประเทศ ตอนนั้นคุณยุก็กุเรื่องต่างๆนานาบอกว่าพ่อของฉันแต่งงานใหม่ ไม่มาใส่ใจฉันอีกแล้ว ฉันจึงต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเอง เพราะไม่อยากเป็นภาระให้กับคุณดนัย ฉันที่โกรธพ่อเสียมากมาย ก็ตอบรับเรื่องการแต่งงานกับศศิกานต์ ลูกสาวของคุณยุ และรับจะบริหารงานของบริษัทในเครือสหัสธาราต่อไป ฉันอยู่ที่บ้านนั้นเกือบห้าปี แต่ตอนหลังฉันก็มารู้ความจริงว่า คุณยุวเรศนำเงินที่พ่อของฉันส่งมาไปลงทุนทำธุรกิจกับบริษัทที่เป็นคู่แข่งของพ่อฉัน ในขณะที่คุณดนัยซึ่งอยู่ต่างประเทศก็ไม่ได้รับรู้เรื่องนี้ด้วยเลย

ฉันรู้ความจริงทั้งหมด เพราะคุณพ่อส่งให้เรวัติมาตามหาฉัน และพาตัวฉันกลับไปอเมริกา หลังจากนั้น ฉันก็กลับไปอยู่กับคุณพ่อโดยที่ไม่ได้ร่ำลาบ้านทางนี้เลย คุณดนัยเมื่อรู้เรื่องทุกอย่าง ก็เสียใจเป็นอย่างมาก ถึงกับยอมให้หุ้นมากกว่าครึ่งหนึ่งของห้างที่คุณดนัยเป็นเจ้าของอยู่ มาเป็นห้างในเครืออิสราของคุณพ่อแทน และยอมให้เรื่องการสัญญาแต่งงานของฉันกับศศิกานต์เป็นโมฆะ แต่ว่าจนแล้วจนรอด คุณยุก็ไม่เคยสำนึก หรือตัดใจเลยแม้แต่น้อย เพราะเมื่อฉันเรียนจบปริญญาโทที่อเมริกา แล้วกลับมาบริหารงานแทนคุณพ่อที่ประเทศไทย เธอก็ยังคงคอยให้คนเขียนข่าวเสียหายของฉัน ไม่ว่าฉันจะไปมีสัมพันธ์กับใคร ใกล้ชิดผู้หญิงคนไหน นักข่าวก็ไม่เคยปล่อยฉัน จนภาพลักษณ์เสือผู้หญิงมาเกาะติดตัวฉันอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ แต่ฉันก็ไม่เคยใส่ใจกับเรื่องนี้เลย ศศิกานต์เอง ฉันก็ไม่เคยไปยุ่งด้วย ตลอดเวลาที่เรารู้จักกันมา ฉันไม่เคยเห็นศศิกานต์เป็นอะไรมากไปกว่าน้องสาวคนหนึ่ง ส่วนตัวเขาเองก็คบผู้ชายไม่เลือกหน้าหลังจากที่ฉันกลับไปอเมริกา ฉันจึงคิดมาตลอดว่า ในเมื่อไม่มีใครเดือดร้อนกับเรื่องที่เกิด ทั้งฉัน ทั้งศศิกานต์ เราก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องข้องแวะ เกี่ยวข้องกันอีก และก็ไม่จำเป็นต้องให้เธอรับรู้ เพราะเธออาจจะสะเทือนใจ แต่ฉันคิดผิด ฉันผิดเองที่ปล่อยให้เรื่องราวต่างๆมายืดเยื้อมานานขนาดนี้ ทั้งๆที่ความจริงมันไม่ควรต้องเป็นเรื่องที่ทำให้เธอต้องมาเสียใจเลย ฉันขอโทษนะนิก ขอโทษจริงๆที่ทำเธอเสียใจ “

ผมฟังเรื่องที่คุณติเล่าอย่างตั้งใจ ตลอดเวลาที่เขาเล่านั้นดูเขาข่มขื่น และปวดใจ เหมือนเป็นเรื่องที่เขาไม่อยากนึกถึง แต่ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องที่แสนปวดร้าวแค่ไหน เขาก็ยังอุตส่าห์เล่าให้ผมฟัง ผมรู้สึกดีใจจริงๆ ผมรู้สึกว่า เราสองคนเข้าใกล้กันมากขึ้นอีกนิด ผมหันหลังกลับไปสวมกอดคุณติ ลูบศีรษะของเขาเบาๆ แล้วพูดปลอบประโลมเขาที่กำลังตัวสั่น

“ ขอบคุณครับ… ขอบคุณที่เล่าเรื่องของคุณให้ผมฟัง ผมดีใจที่ได้ยินเรื่องราวทั้งหมดจากปากของคุณ ”

“ ทำไมต้องขอบคุณฉันด้วยล่ะ ฉันทำให้เธอเสียใจขนาดนี้ ฉันปล่อยให้เธอต้องอยู่คนเดียว ทำให้เธอต้องว้าวุ่นใจ ”

“ ผมขอบคุณที่คุณติอุตส่าห์นำเรื่องที่ทุกข์ใจของคุณมาเล่าให้ผมคนนี้ฟัง ผมที่ไม่ได้มีค่าอะไรเลย ไม่ควรแม้แต่จะมีสิทธิ์รับรู้อะไรจากคุณทั้งนั้น ”

“ ทำไมเธอถึงจะไม่มีสิทธิ์ล่ะ ”

“ เพราะผมเป็นเพียงลูกหนี้ของคุณ “

“ ผิดแล้ว นับจากนี้ เธอจะไม่ใช่ลูกหนี้ของฉันอีกต่อไป เธอคือ คนที่ฉันจะรัก และมอบชีวิตทั้งหมดให้ เพราะฉันต่างหากที่เป็นหนี้รักเธอ “

คุณติค่อยๆโน้มวางร่างผมลงบนโซฟา เรากอดก่ายแลกรสจูบกันอย่างเร่าร้อน ผมเองก็เพิ่งรู้ตัวว่าต้องการเขามากมายขนาดนี้ เพราะเราเคยกอดกันทุกวัน วันละไม่รู้กี่หน ผมคิดถึงกลิ่นกายของเขา และสัมผัสจากเขา ที่บางครั้งอ่อนโยน บางครั้งดุดัน แค่คิด มันก็ทำให้หัวใจผมเต้นรัว

“ รอเดี๋ยวนะ… ฉันว่าฉันน่าจะไปอาบน้ำล้างตัวก่อน ฉันเดินทางมาเกือบสิบสามชั่วโมง ทั้งกลิ่นเหงื่อ กลิ่นบุหรี่ยังติดตามตัวอยู่เลย ” ขณะที่คุณติจะลุกขึ้น ผมก็รั้งร่างของเขาลงมาทาบทับร่างของผมไว้ดังเดิม ผมซุกหน้าลงกับแผงอกของเขา แล้วสูดดมกลิ่นกายที่ผมถวิลหามาหลายวัน

“ ไม่ต้องครับ ผมชอบกลิ่นตัวคุณแบบนี้ ผมต้องการคุณ กอดผมเถอะครับ ทำให้ผมเป็นของคุณที่นี่ เดี๋ยวนี้เลย ”

“ นิก… เป็นครั้งแรกเลยนะ ที่เธอบอกว่าต้องการฉัน ฉันดีใจจริงๆ ดีใจจนฉันอาจจะควบคุมตัวเองไม่ได้ ฉันกลัวว่าจะทำให้เธอเจ็บเหลือเกิน ”

“ ไม่เป็นไรครับ ถ้าคนที่กอดผมคือ คุณติ ไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหนผมก็ทนได้ ผมคิดถึงคุณมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา พอผมอยู่คนเดียว ผมก็รู้ตัวแล้วว่า คุณติสำคัญต่อผมขนาดไหน ผมอยากพบ อยากได้ยินเสียงคุณ อยากให้คุณสัมผัสผมเหลือเกิน ”

“ นิกคนดี ฉันก็อยู่ตรงหน้าเธอแล้วนี่ไง ” จูบอันดูดดื่มของเขา ทำให้ผมเหมือนล่องลอยอยู่บนอากาศ

“ คืนนี้ฉันจะไม่ปล่อยเธอ จนกว่าเธอจะร้องขอชีวิตเลย ”

“ …ถ้าจะได้ตายอยู่ในอ้อมกอดคุณ ผมก็ไม่เสียใจครับ ”

“ โธ่นิก… คนที่จะต้องตายก่อนคงจะเป็นฉัน ฉันจะตายก็เพราะความน่ารักของเธอน่ะ รู้ไหม ”

เราผลัดกันถอดเสื้อผ้าของกันและกัน เล้าโลมจนต่างฝ่ายต่างหายใจหอบแรงเพราะอารมณ์ที่พุ่งสูง ผมชอบแผงอกที่กระเพื่อมขึ้นลงยามที่กำลังหายใจของคุณติ อกของเขากว้างจนผมรู้สึกปลอดภัยทุกครั้งที่ได้อิงแอบ มันทำให้ผมรู้สึกดีที่คนๆนี้มีตัวตนอยู่จริง ดีจริงๆที่ผมได้มีชีวิตอยู่เคียงข้างเขา

“ เธอไม่ได้ให้ใครสัมผัสเธอตอนที่ฉันไม่อยู่ใช่ไหม ”

“ ม…ไม่มีครับ… “ ผมนึกถึงตอนที่เมฆจูบผม แต่นั่นก็เป็นเพราะผมอ่อนแอไปวูบเดียว ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ถึงกระนั้นผมก็ไม่อยากให้คุณติมารับรู้ และไม่มีวันบอกเขาด้วย

“ อย่าโกหกนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะต้องสำรวจตัวเธอ ให้ทั่วทุกซอกทุกมุมเลย ”

คุณติสัมผัสผมทั่วทุกซอกทุกมุมอย่างที่บอก ทุกสัมผัสของเขา ทำให้ผมแทบทนไม่ได้

 “ คุณติ อย่าครับ ถ้าคุณทำนานกว่านี้ ผมจะทนไม่ไหว… ”

“ อะไรกัน ไม่ได้เจอกันไม่กี่วัน เธอก็หวั่นไหวง่ายขนาดนี้เลยเหรอ เป็นเพราะฉันไม่ได้กอดเธอใช่ไหมล่า “ 

“ ค… คุณพูดอะไร ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย ”

“ เธอต้องการฉันไหม ” “ ก็บอกแล้วไง ว่าผมต้องการคุณ ผมต้องการคุณจนจะทนไม่ได้อยู่แล้ว ”

“ ฉันก็ต้องการเธอจนแทบบ้า ฉันจะไม่ยอมจากเธอไปไหนอีก ฉันสัญญานะ ตั้งแต่คืนนี้ไป ฉันจะกอดเธอทุกคืน จะทำให้เธอหลับฝันดี จะไม่ให้เธอต้องนอนเหงาเดียวดายอีกแล้ว ”

คืนนั้นคุณติช่างร้อนแรงเหลือเกิน เขากอดผมไม่ปล่อยเหมือนที่ว่าไว้ พอเราสุขสมไปครั้งแรก ผมไม่ทันได้พักหายใจ เขาก็เปลี่ยนท่วงท่า พาผมโลดแล่นไปในคลื่นอารมณ์ที่เร้าร้อนต่ออีกหลายต่อหลายครั้ง เราร่วมรักกันในห้องรับแขก แล้วก็พากันไปบรรเลงเพลงรักต่อบนเตียงในห้องนอน ร่างกายของเราเหมือนจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ความร้อนระอุจากอุณหภูมิของร่างกายที่พุ่งสูง และผิวกายที่เสียดสีกัน ทำให้เรายิ่งต้องการกันและกัน ถึงแม้เหงื่อของเราจะรินไหล ลมหายใจจะเหนื่อยหอบ แต่เราสองคนก็ไม่อาจคลายอ้อมกอดออกจากกันได้ คุณติพร่ำบอกรักผม เรียกชื่อผม คอยพูดปลอบประโลมเมื่อเห็นผมเริ่มเจ็บ ผมนึกว่าคืนนั้นจะต้องได้ตายคาอ้อมกอดของเขาเสียแล้ว แต่เราก็มีความสุขกันมากจนลืมทุกสิ่ง แล้วเราก็หลับใหลไปในอ้อมแขนของกันและกัน

เช้ารุ่งขึ้น ผมลืมตาตื่นขึ้นรับแสงแดดที่ส่องเข้ามาจากหน้าต่างห้องนอน สมองของผมที่เคยเครียดกดดัน บัดนี้กลับปลอดโปร่งเหลือเกิน ร่างของผมยังคงอยู่ในวงแขนของคุณติที่กำลังหลับลึก หายใจเข้าออกยาวอย่างคนหลับฝัน ผมพิจดูดวงหน้าของเขา แล้วก็แอบยิ้มด้วยคิดว่าตัวเองโชคดี ที่ได้เห็นภาพยามคุณตินอนหลับสนิทเช่นนี้ ยามเขาหลับช่างน่าดูเหลือเกิน ผมค่อยๆเบียดร่างชิดเข้าไป พร้อมทั้งจูบหน้าอกของคุณติแผ่วเบา ตอนนั้นเองที่คุณติค่อยๆขยับตัว

“ …ตื่นแล้วเหรอนิก ”

“ ครับ เพิ่งตื่นเมื่อกี้เอง ”

“ กี่โมงกันแล้วเนี่ย ”

ผมเหลือบมองนาฬิกา เป็นเวลาเกือบสิบโมงเช้าแล้ว

“ โห… สิบโมงแล้วครับคุณติ ผมมีเรียนตอนสิบเอ็ดโมงด้วย… ” พอกำลังจะลุกขึ้นจากเตียง คุณติก็รั้งผมเข้าไปกอดไว้ เขายันร่างขึ้นมองหน้าผม แล้วก็ก้มลงมาจูบ

“ เธอไปเรียนไม่ไหวหรอก ฉันเองก็จะไม่ไปทำงาน วันนี้พักผ่อนเถอะ ให้ฉันได้ดูแลเธอ ”

“ คุณติ… ”

“ ฉันผิดเองที่ไม่ยอมปล่อยเธอเมื่อคืน วันนี้ฉันจะยอมเป็นทาสรับใช้เธอ อยากได้อะไรก็บอก ฉันจะหามาให้ทุกอย่าง “

ผมยืดตัวขึ้นจุมพิตที่แก้มของเขาเบาๆ ก่อนบอกว่า

“ ผมอยากให้เราอยู่ด้วยกันแบบนี้ตลอดไป ” คุณติยิ้มแล้วก็สวมกอดผมไว้แนบแน่น

“ ฉันว่าความปรารถนานั้นของเธอ เป็นความจริงตั้งแต่วันแรกที่เราอยู่ด้วยกันแล้ว ”

 

 

ติดตามตอนต่อไป…

ครอบครัว

เช้าวันหนึ่ง ก่อนคุณติจะออกเดินทางไปสนามบิน เรายื้อยุดกันอยู่พักหนึ่ง เขาดูไม่ค่อยใส่ใจกับการเดินทางครั้งนี้นัก แม้แต่เสื้อผ้าหน้าผม ก็ไม่แต่งให้ดูหล่อเหมือนทุกวัน แต่งอย่างกับไม่อยากไปยังไงยังงั้น

คุณติ อย่าเพิ่งไปครับ เนคไทยังเบี้ยวอยู่เลย แล้วนี่เตรียมของครบแล้วหรือยังครับ

ฉันไปแค่อาทิตย์เดียวเองนะนิก ไม่ต้องเอาอะไรไปมากมายหรอกน่า

ถึงอย่างนั้นก็เถอะครับ ถ้าเกิดลืมอะไรขึ้นมา จะกลับมาเอามันไกลนะครับ ผมจะเอาไปส่งให้ก็ไม่ได้ซะด้วย

ถ้าพูดถึงอะไรที่ฉันอยากเอาไปด้วยก็คงจะเป็นเธอนั่นแหละ

คุณติกำลังจะเดินทางไปพบกับคุณพ่อที่อเมริกา ดูเหมือนจะเป็นธุระเรื่องงาน แต่เขาเหมือนไม่ค่อยอยากจะไปนัก อิดออดทำตัวเหมือนเด็กๆ อ้อนว่าอยากให้ผมไปด้วย แต่เท่าที่รู้ คุณติไม่ได้เล่าอะไรเรื่องผมให้คุณพ่อของเขาฟังเลย แล้วผมจะมีหน้าไปพบท่านในฐานะอะไรกัน

คุณติอ้อนผมไม่รู้กี่ครั้งแล้วเช้านี้ ก่อนหน้านี้ ก็อ้อนกันจนต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากันใหม่ เขาเข้ามาสวมกอดผมอีกครั้ง ใบหน้าของเขาเคล้าเคลียที่ซอกคอของผม จนผมเริ่มสั่นสะท้านไปทั้งตัว ผมค่อยๆเบี่ยงตัวออกจากอ้อมกอด

ไม่เอานะครับคุณติ เดี๋ยวเสื้อผ้าก็ยับหมด อีกอย่าง จะให้ผมไปได้อย่างไรครับ ท่านไม่รู้จักผม ไม่แน่ว่าพอท่านพบผมอาจจะไม่พอใจ ว่าเด็กเหลือขอคนนี้เป็นใคร รังแต่จะทำให้ท่านไม่พอใจที่ผมไปเสนอหน้าทำตัวไม่มีประโยชน์แบบนั้น

เชื่อฉันสิว่า คุณพ่อต้องชอบเธอแน่ๆ ไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก ท่านต้องยอมรับเธอ ในฐานะที่เธอเป็นคนรักของฉัน แล้วท่านก็ต้องตกหลุมรักเธอ เหมือนที่ฉันก็ตกหลุมรักเธอมากมายขนาดนี้เหมือนกัน

คุณติก็… พูดแบบนี้จะให้ผมใจอ่อนเหรอครับ แต่ยังไงก็ไม่ได้ครับ ไม่ใช่ว่าผมจะไม่อยากเจอท่าน แต่ที่สำคัญตอนนี้ผมต้องเรียน การที่ขาดเรียนไปเมื่อสองเดือนก่อนก็ทำให้ตามเพื่อนไม่ทันมาทีแล้ว ไม่อยากต้องมานั่งสอบซ่อมน่ะครับ

แต่ฉันก็ไม่อยากจากเธอไปเลย เป็นห่วงไปหมด กลัวเธอเหงา กลัวเธอถูกใครรังแก

โธ่ ผมไม่ใช่เด็กๆแล้วนะครับ แล้วอีกอย่างผมก็เป็นผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิงบอบบางเสียหน่อย ผมดูแลตัวเองได้

“ แต่สำหรับฉัน เธอทั้งน่าทนุถนอม และอ่อนโยน เธอมีจิตใจที่ดี ฉันไม่อยากให้ใครมาทำร้ายเธอได้ ”

“ จะเป็นอย่างนั้นไปได้ยังไงกันล่ะครับ หึ ไม่เชื่อใจผมเหรอ ”

“ เชื่อสิ “

“ งั้นก็ไม่ต้องเป็นกังวลอีกแล้วนะครับ

แล้วเธอจะคิดถึงฉันไหม คุณติก้มลงมาจนหน้าผากของเราชนกัน ใบหน้าของเขาดูจริงจัง จนผมเองไม่กล้าจะสบตา

“… แค่อาทิตย์เดียวเองครับ ไม่ทันไรเราก็กลับมาเจอกันแล้ว ” 

ผมจับต้นแขนของคุณติแน่น อยากให้เขาวางใจ ไม่ต้องห่วงอะไร ทั้งๆที่ผมเองก็ไม่แน่ใจว่า การจากกันหนึ่งอาทิตย์ของเราจะเป็นอย่างไร เพราะตลอดเกือบสองเดือนที่ผ่านมา ไม่เคยมีวันไหนเลยที่เราห่างกัน

แต่ฉันจะคิดถึงเธอ ฉันจะคิดถึงเธอทุกวันเลย ตอนนอนก็จะฝันถึงเธอ ฝันว่าได้กอดเธอแบบนี้ ที่ฉันจะคิดถึงมากที่สุดก็คือ กลิ่นของเธอ ฉันไม่แน่ใจว่าจะนอนหลับตาลงไหม ถ้าไม่มีเธอนอนอยู่ข้างๆ

เป็นสิ่งที่แสนวิเศษสุดที่ผมได้ยิน คนๆนี้กำลังจะทำให้ผมไม่อยากอยู่ห่างจากเขา ผมไม่แน่ใจแล้วว่าใครกำลังตกหลุมของใครกันแน่ ผมก้มลงจูบตรงหน้าอกข้างซ้ายของเขา ข้างเดียวกับหัวใจ

ผมจะอยู่กับคุณตรงนี้… เราจะอยู่ด้วยกันเสมอครับ

แล้วคุณติก็ช้อมคางผมขึ้น เราจูบกันเนิ่นนาน จนเมื่อถอดริมฝีปากออกจากกัน ทำเอาผมสติหลุดลอยจนเกือบทรุด คุณติจูบหน้าผากผมอีกครั้ง พร้อมทั้งลูบหัวของผมเบาๆ ก่อนจะหยิบกระเป๋าเดินทาง แล้วก้าวไปเปิดประตู

งั้นฉันไปนะ แล้วเจอกัน

ครับ แล้วเจอกัน

พอประตูปิดลงผมก็ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา หัวใจของผมยังคงเต้นแรง หน้าร้อนผ่าว ไม่เคยคิดเลยว่า ผมจะรู้สึกได้ขนาดนี้ ครั้งหนึ่งผมเคยคิดถึงกับอยากจะฆ่าผู้ชายคนนี้ทันทีที่มีโอกาส เพราะผมคิดว่าเขาคือ คนที่พรากทุกสิ่งที่ผมรัก และหวงแหนไป แต่จนมาวันนี้ ผมไม่สามารถจะหลอกตัวเองได้อีกต่อไป ผมไม่ได้รู้สึกเคียดแค้นเขาอีกแล้ว ตั้งแต่ผมตระหนักได้ว่า คุณติทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อผม เขาคิดถึงผมเสมอ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ อย่างทานอาหารด้วยกันทุกวัน ไปรับไปส่งผมที่มหาวิทยาลัย ดูแลผมยามที่ไม่สบาย หรือแม้แต่หากวันใดคุณติไม่มีเวลา ก็ยังให้คนที่เขาไว้ใจอย่างคุณเรวัติ หรือไม่ก็คุณวีระ คอยมาอยู่ดูแลผม จนผมไม่รู้สึกว่าการปฏิบัติของเขา เป็นการกระทำของเจ้าหนี้กับลูกหนี้อีกแล้ว ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม ในตอนนี้ผมไม่อาจมีความคิดเคียดแค้นชิงชังเขาได้อีก ยิ่งเมื่อเขาจากไปแล้วจริงๆ ผมถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่ามีอะไรขาดหายไป แล้วเขาล่ะ จะรู้สึกเหมือนกันหรือเปล่า นั่นคือสิ่งที่ผมสงสัย

เพราะวันนี้เป็นวันอาทิตย์ ผมจึงไม่ได้ออกไปมหาวิทยาลัย ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีรายงานที่ต้องทำในช่วงสายๆ คุณติจึงไม่อยากให้ผมไปส่งที่สนามบิน เพราะกลัวว่าผมจะต้องเหนื่อยเดินทางกลับไปกลับมา ด้วยเพราะผมเองก็ได้นัดทำรายงานกับเพื่อนๆไว้ พวกเขาจะมาที่คอนโดกัน แต่ก็อีกกว่าชั่วโมงทุกคนถึงจะมา ระหว่างที่รอ ผมจึงเดินเข้าไปในห้องทำงานของคุณติเพื่อช่วยจัดทำความสะอาด แต่จริงๆแล้วก็แทบไม่มีอะไรต้องจัด คุณติมักเก็บวางข้าวของไว้ระเบียบเรียบร้อยอยู่แล้ว ผมเดินลงไปนั่งที่โต๊ะทำงานของคุณติ เมื่อผมฟุบลงกับโต๊ะ ก็ได้กลิ่นของบุหรี่ ปน กับกลิ่นโคโลญของคุณติจางๆ คาดว่าคุณติคงสูบบุหรี่ในบางครั้งที่ทำงานจนเครียด ผมไม่เคยเห็นคุณติสูบบุหรี่ในบ้านเลยแม้สักครั้งเดียว ทั้งๆที่ทุกๆห้องผมจะเห็นมีที่เขี่ยบุหรี่วางอยู่ ถ้าผมคิดเข้าข้างตัวเอง ก็อาจจะเป็นเพราะรู้ว่าผมแพ้ควันบุหรี่ ซึ่งครั้งหนึ่งตอนเราไปทานข้าวเย็นด้วยกัน มีคนสูบบุหรี่ที่โต๊ะข้างๆ แล้วทำให้ผมถึงกับไอไม่หยุด เมื่อผมคิดได้แบบนั้นก็ทำให้ผมยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ระหว่างที่กำลังฝันกลางวัน ก็มีเสียโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นเสียงมาจากโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานของคุณติเอง ผมประหลาดใจเมื่อได้ยินเพียงเครื่องเดียว หากแต่ไม่ได้ยินเสียงจากเครื่องในห้องข้างๆ หรือจากห้องรับแขก พอได้สติผมก็รับสาย

ฮัลโหล

“ …นั่นใครน่ะ เป็นเสียงผู้หญิงที่ออกจากค่อนข้างดุ จากที่ผมได้ยิน

เอ่อ ผม… ผมชื่อ นิติพลครับ

นิติพล? ว่าแต่นั่นใช่ห้องของกีรติหรือเปล่า

ชะ.. ใช่ครับ

แล้วเธอเป็นใคร ทำไมถึงไปอยู่ที่นั่นได้

เอ่อ… คือผม ผมเป็นเด็กรับใช้น่ะครับ

ไม่ยักกะรู้ว่ากีรติยอมให้คนอื่นเข้าคอนโดของเขาด้วย ว่าแต่เขาไปไหนเสียล่ะ ทำไมเธอถึงมารับสายของเขาได้

ตอนนี้คุณกีรติไม่อยู่ครับ เดินทางไปต่างประเทศ เขาก็เลยให้ผมมาช่วยดูแลทำความสะอาดคอนโดให้

ไปต่างประเทศงั้นเหรอ? อะไรกัน ทำไมไม่บอกฉันสักคำ แล้วเขาบอกไหมว่าจะกลับมาเมื่อไหร่

คุณติจะกลับวันอาทิตย์หน้าครับ ไม่ทราบว่าจะฝากข้อความถึงคุณติ… คุณกีรติหรือเปล่าครับ

อะไรกัน นี่เรื่องสำคัญของตัวเองก็ยังคาราคาซัง แล้วยังจะไปต่างประเทศอีก ช่วยไม่ได้นะ ยังไงฉันจะพยายามหาทางติดต่อเขาก่อนหน้านั้นอยู่แล้ว แต่ถ้าเขาติดต่อกลับมาก่อนก็บอกด้วยว่า คุณยุวเรศ แม่ของเขาโทรมาหา ให้ติดต่อกลับด้วย เรื่องกำหนดการงานหมั้นของเขากับหนูศศิกานต์

ผมเกือบจะทำหูโทรศัพท์ร่วงจากมือ ตอนแรกนึกว่าหลับฝันไป แล้วก็ฝันร้ายฟุ้งซ่านไปเอง แต่ก็มาได้สติเมื่อเสียงคุณผู้หญิงที่ปลายสายเรียกมา

นี่… ได้ยินหรือเปล่า แล้วจำได้หรือเปล่าที่ฉันบอกไว้น่ะ

จ… จำได้ครับ คุณแม่ของคุณกีรติโทรมากให้ติดต่อกลับเรื่องงานหมั้นกับคุณศศิกานต์

ดี… งั้นก็แค่นี้แหละ

งานหมั้น คุณยุวเรศ ผู้เป็นคุณแม่ คุณศศิกานต์ คู่หมั้น เรื่องเหล่านี้ผมไม่เคยระแคะระคาย ได้รับรู้มาก่อนเลย ผมสับสนกับเรื่องที่ได้ยิน และไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับความรู้สึกตัวเองยังไง หัวผมมันหนักอึ้งไปหมด ผมนั่งนิ่งอยู่แบบนั้นจนกระทั่งเมื่อเพื่อนๆของผมมาที่คอนโด ผมพยายามทำตัวเป็นปกติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

โอ้โห ห้องสวยเป็นบ้าเลยว่ะนิก นี่คูณผู้ปกครองแกเขาทำงานอะไรวะเนี่ย ถึงได้มีคอนโดหรูๆอยู่กลางกรุงแบบนี้

เขาเป็นเจ้าของกิจการหลายอย่างครับ นี่ครับน้ำ ทำตัวตามสบายนะครับพี่ตี๋ เดี๋ยวผมไปเอาของว่างมาให้

มาฉันช่วย เมฆเดินตามหลังผมมา ปล่อยให้พี่ตี๋ และเพื่อนร่วมกลุ่มอีกคนนั่งตะลึงกับความสวยงามของคอนโดต่อไป

คุณกีรติไปไหนล่ะ ฉันนึกว่าวันนี้จะได้เจอกันซะอีก กะไว้ว่าจะขอโทษ… ขอโทษเรื่องคราวที่แล้ว

เขาเดินทางไปต่างประเทศอาทิตย์นึงน่ะ

ระหว่างที่ผม จัดแจงเอาขนม ของว่างใส่จาน มือของผมก็สั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้ แม้ว่าจะใช้มืออีกข้างประคองแล้วก็ตาม เมฆคงสังเกตเห็น จึงมารับของไปจากมือของผม

เป็นอะไรหรือเปล่านิก ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า

เอ๋? เปล่าๆ ฉันสบายดี

หรือมีเรื่องไม่สบายใจ

ไม่มีอะไรหรอกน่า ไปเถอะ มีงานอีกหลายอย่างต้องทำ

ผมต้องรีบตัดบท ก่อนที่ตัวเองจะดูอ่อนแอไปมากกว่านี้ ไม่รู้ว่าอีกเกือบอาทิตย์ที่เหลือ ผมจะใช้ชีวิตอยู่อย่างปกติได้หรือเปล่า ตอนนี้ผมอยากให้คุณกีรติยู่ด้วยเหลือเกิน อยากได้ยินเรื่องราวทั้งหมดจากปากของคุณกีรติเอง เพื่อลบล้างความสับสนในใจนี้

ในวันนั้นงานเสร็จไปเกือบครึ่งแล้ว ทุกคนเหนื่อยล้าพอควร เกือบสามทุ่มก็ถึงเวลาแยกย้ายกันกลับบ้าน ผมส่งทุกคนที่หน้าคอนโด ซึ่งเมฆขับรถออกมารับ ผมโบกมือลา แต่ก่อนผมจะผละออกไป เมฆก็พูดตามหลังมาว่า

มีอะไรก็โทรมาหาฉันได้นะนิก

อืม… ขอบใจนายมาก ผมตอบโดยไม่หัน แล้วก็เดินขึ้นลิฟท์ไปที่ห้อง

พอกลับถึงห้องอีกครั้ง ผมกลับยิ่งรู้สึกเดียวดายยิ่งกว่าเดิม ห้องที่กว้างใหญ่ แต่ไร้เพื่อนร่วมห้อง คุณติผู้ที่มักอยุ่ในห้องเหล่านี้กับผม แต่บัดนี้ช่างอยู่ไกลแสนไกล ในค่ำคืนที่แสนสับสนนี้ ผมเดินล่องลอย คิดอะไรร้อยแปด จนเดินไปถึงยังห้องนอนของคุณติ ซึ่งบัดนี้ก็เป็นที่หลับนอนของผมด้วย เมื่อเปิดประตูห้องนอนเข้าไป ภาพที่เราก่ายกอดกันเมื่อคืนก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้า

พรุ่งนี้ฉันจะไม่ได้กอดนายแบบนี้ไปอีกเป็นอาทิตย์ ยังไงวันนี้ขอฉันกอดนายให้หนำใจเถอะนะ

คุณติใจร้าย… อยากจะให้ผมตายคาอกของคุณเลยเหรอครับ

เธอต่างหากล่ะที่จะทำให้ฉันต้องตาย… ฉันรักเธอมาก รักจนถ้าไม่ได้กอดเธอไว้แบบนี้แล้ว ฉันก็เหมือนจะหายใจไม่ออก เหมือนว่าฉันจะไม่มีเรี่ยวแรงทำอะไรได้ต่อไปอีกแล้ว…

“ แต่ถ้าเราทำกันทั้งคืน… คุณก็จะไม่มีแรงเหมือนกันนะครับ ”

“ ตรงกันข้าม ฉันจะยิ่งมีพลังยิ่งกว่าใครต่างหากละ เธอเป็นขุมพลังของฉัน รู้ไหมนิก ”

อา… คุณติครับ ช้าๆหน่อย… อา ผม…

“ เจ็บเหรอ… “

“ …มันร้อนครับ ร้อนไปหมดเลย… อา… คุณติ… ”

ขอโทษทีนะนิก ฉันคงหยุดไม่ได้แล้ว

“…อา! คุณติ…

 นิก! “

ภาพเหล่านั้นค่อยๆจางไป แล้วผมเองก็ล้มตัวลงนอนบนเตียง จินตนาการของผมเป็นรูปเป็นร่างเหมือนจริงก็ไม่ปาน ผมถึงกับหอบเหนื่อยเพราะอารมณ์พุ่งพล่านยามเมื่อคิดถึงเรื่องราวเมื่อคืน กลิ่นหอมจางๆจากตัวคุณติยังคงติดที่นอน ผมกอดหมอนใบใหญ่ ที่เรามักหนุนด้วยกัน ความสับสนวุ่นวายใจ ทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยล้า และเมื่อหลับตาลง ผมก็อยากจะหลับไปทั้งอย่างนั้น หลับไปจนกว่าคุณติจะมาปลุกผมให้ตื่นจากฝันร้ายนี้

 

นิก… นิก… นิก!

ผมสะดุ้งตื่นจากพวังค์ เราอยู่กันในห้องเรียน และกำลังจะพรีเซ้นท์งาน แต่ใจผมหลุดลอยไปไกลแล้ว เมฆเขย่าตัวผมเพื่อให้รู้สึกตัว แล้วเลื่อนสไลด์ต่อไปเพื่อให้แท็ค ซึ่งเป็นรุ่นน้องอีกคนในกลุ่มได้บรรยายต่อ เมฆก้มลงมากระซิบข้างๆหูผม

ฉันทำต่อเอง นายไปช่วยพี่ตี๋แจกตัวอย่างงานเถอะ

“ … ไม่เป็นไร ฉัน…

นะ… ฉันทำเอง เมฆดันหลังให้ผมลุกขึ้น ผมเลยต้องลุกขึ้น เดินไปหาพี่ตี๋เพื่อช่วยเขาแจกเอกสารต่างๆสำหรับการบรรยาย ผมรู้สึกว่าวันเวลาผ่านไปช้าเหลือเกิน วันนี้ก็เข้าวันที่สี่แล้วที่คุณติเดินทางไปอเมริกา เขาไม่ได้ติดต่อมาเลยตั้งแต่วันที่เดินทาง ส่วนคุณยุวเรศ คุณแม่ของคุณติก็ไม่ได้โทรมาอีก ผมไม่แน่ใจว่าเขาติดต่อกันได้หรือยัง แล้วเรื่องราวต่างๆดำเนินไปถึงไหนแล้ว ผมมีแต่ความกังวลเรื่องคุณติจนไม่เป็นอันทำอะไรเลย ซึ่งพอรู้สึกตัวว่าเป็นภาระให้กับเพื่อนๆ ผมก็รู้สึกผิด แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรดี เพื่อให้ตัวเองมีกระจิตกระใจทำอะไรได้มากกว่านี้

เวลาล่วงเลยไปจนเย็นกว่ารายงานของทุกกลุ่มจะเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์ หลังจากเลิกเรียนแล้ว ทุกคนลงความเห็นว่าน่าจะออกไปสังสรรค์เล็กๆน้อยๆ กับการที่โปรเจครายงานของเราเสร็จสิ้นไปด้วยดี

เราขอตัวนะ วันนี้รู้สึกไม่อยากออกไปไหน อีกอย่างพรุ่งนี้ก็มีเรียนเช้าด้วย

ไม่ไปหน่อยเหรอนิก แค่ไปกินข้าวเย็นกันก็ได้ เมฆพยายามรบเร้า อีกครั้ง

นะ… ไปหน่อย กลับไปนายก็อยู่แต่ในคอนโดคนเดียว เหงาออกนะ

นั่นสินิก พี่ว่าไปกินข้าว คุยกันสนุกๆ คลายเครียดดีกว่า ไอ้แท็ก มึงก็ชวนพี่เค้าหน่อยสิวะ

ไปด้วยกันเถอะพี่นิก เนี่ยผมหิวแย่แล้ว พี่ไม่ยอมไป พวกพี่เขาก็ไม่ไปกันซักที ไปนะพี่ นะๆๆ

อาจจะเป็นการดีก็ได้ ถ้าผมออกไปข้างนอกบ้าง พยายามใช้เวลาแต่ละวันให้หมดๆไป จนกว่าจะถึงตอนที่คุณติกลับมา

ก… ก็ได้ แต่ว่าฉันจะกลับตอนสามทุ่มนะ ไม่เกินนี้

อืม… สามทุ่มเมื่อไหร่ ฉันจะไปส่งนายเอง เมฆเดินเข้ามาตบบ่า แล้วหันไปยิ้มให้คนอื่นๆที่ลุ้นว่าผมจะไปหรือไม่ไป ผมแอบเห็นว่าหลายคนทำท่าโล่งใจที่ผมยอมไปเสียที

เออ ให้มันได้อย่างนี้สิ ไปๆ ท้องไอ้แท็คมันร้องแล้ว ขาดมือพรีเซ้นท์ไปคนละแย่เลย

และแล้วทุกคนก็ออกไปทานอาหารเย็นด้วยกัน เราไปกันที่ร้านริมแม่น้ำที่มักไปบ่อยๆตอนก่อนผมจะดร็อปเรียน ร้านนี้อาหารอร่อย และมีนักดนตรีวงโฟลค์ซองที่เราสนิทเล่นอยู่ด้วย ผมมักขึ้นไปร้องบ่อยๆ เวลาเราไปที่ร้านนั้น วันนั้นก็เช่นกัน เราทานอาหารอยู่จนเกือบสามทุ่มแล้ว ผมนั่งเงียบไม่ค่อยพูดค่อยจามาตลอดที่นั่งทานอาหารกัน และพอมองนาฬิกา ผมก็ตั้งท่าจะกลับ แต่พี่ตี๋ก็รั้งตัวผมไว้

อย่าเพิ่งกลับน่านิก พี่ศรีเขาเพิ่งมาเอง รอให้เขาตั้งเครื่องเสร็จ แล้วขึ้นไปโซโลซักเพลงสิ ไม่ได้ฟังเสียงแกมานานแล้วนะ

แต่ว่า…

นั่นสินิก ร้องเพลงให้พวกเราฟังสักเพลง จากนั้นถ้าอยากจะกลับ เดี๋ยวเราจะไปส่ง

“…”

พี่ศรีๆ วันนี้นิกมาพี่ ให้มันแจมสักเพลงได้หรือเปล่า พี่ตี๋ปากไว รีบตะโกนบอกมือกีต้าร์ ซึ่งพอเขาได้ยินก็ตอบรับทันที

โห… เยี่ยมเลยครับ วันนี้ น้องนิกหนุ่มหน้ามลเสียงนุ่มมาร้านเราด้วยนะฮะ แหม หายหน้าหายตากันไปพักใหญ่เลย ไม่ทราบว่าไปหลบพักใจ อกหักมาหรือเปล่านะ… อ่ะ มาๆเพลงแรกเลยแล้วกัน ขึ้นมาเลยน้อง

ผมยังไม่ทันได้เตรียมใจว่าควรจะร้องเพลงอะไร มันคิดไม่ออก แต่แล้วขณะที่กำลังเลือกเพลงจากหนังสือเพลง ก็ไปสะดุดที่เพลงๆหนึ่ง

ฉัน…เหมือนคนไม่มีกำลังแหละหมดแรงจะยืนจะลุก จะเดินไป…

ฉันเหมือนคนกำลังจะตาย ที่ขาดอากาศจะหายใจ….

เพื่อนๆดูจะแปลกใจที่ผมร้องเพลงข่มขื่นเหลือเกิน โดยเฉพาะเมฆ ที่ทั้งวันเขาพยายามจะไถ่ถามผมว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะผมเองก็เก็บอาการไม่ค่อยจะอยู่เสียด้วย ระหว่างที่กำลังร้องจนเกือบจะถึงท่อนสุดท้าย น้ำตาของผมก็รินไหลออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว ทุกคนถึงกับตกใจ ตอนนั้นผมได้สติก็รีบปาดน้ำตา แล้วลงจากเวทีทันที

“ …ผม ขอตัวกลับก่อนครับ แล้วก็นี่ค่าข้าวส่วนของผม ผมรีบออกไปจากที่นั่น โดยที่ทิ้งความฉงนสงสัยไว้ให้กับนักดนตรี คนในร้าน ละเพื่อนๆ ผมรีบเดินออกจากร้าน แล้วพยายามเรียกหาแท็กซี่ ซึ่งขณะที่มีแท็กซี่คันนึงมาจอดตรงหน้า แล้วผมกำลังจะเปิดประตูเข้าไปในรถ เมฆก็เข้ามารั้งแขนผมไว้

นิก! นายเป็นอะไรไป แล้วนี่กำลังจะไปไหน

ฉันรู้สึกไม่ค่อยดี อยากกลับบ้านแล้ว นายปล่อยฉันสิ

ฉันว่าไม่ใช่แค่นั้น บอกมานะว่ามีอะไร

เอ้า! คุณ จะไปหรือไม่ไปครับ

ไปครับ ” ” ไม่ไปครับ ขอโทษทีเมฆตอบแทนผม แล้วเขาก็ดึงผมออกมาจากตัวรถ พาเดินจูงไปที่รถของเขาที่จอดอยู่อีกฝั่ง ผมหมดแรงจะขัดขืน จึงเดินตามไป แล้วเมฆก็ขับรถออก

ถ้านายไม่สบายจริงๆ ฉันจะไปส่งที่บ้านเอง แต่ถ้าไม่ใช่แค่ไม่สบายตัว แต่นายไม่สบายใจด้วย ก็เล่ามาให้ฉันฟังได้ ฉันยินดีรับฟังเรื่องของนายเสมอ นายก็รู้

“ … ”

เอาเถอะ ถ้านายไม่สะดวกใจที่จะเล่าก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยถ้านายมีอะไร ก็อย่าเก็บไว้คนเดียว มันไม่มีอะไรดีขึ้น นอกจากนายจะอึดอัด และทุกข์ใจอยู่คนเดียว

“ …ฉันเพิ่งรู้ว่า เจ็บปวดหัวใจมันเป็นยังไง มันไม่เหมือนเจ็บตัวเลยที่หายามาทาแล้วก็หาย แต่เจ็บปวดหัวใจน่ะ มันหาอะไรมารักษาไม่ได้เลย

พูดเรื่องอะไรน่ะ… หรือว่าคุณกีรติเขาทำอะไรนาย

เปล่าหรอก คุณติไม่ได้ทำอะไร แต่เป็นฉันเอง ฉันเองที่สำคัญตัวผิด ตกหลุมรักเขาเอง

ว่าไงนะ? นี่ นาย…

ฉันรักคุณติ ฉันรักเขา… ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าอาจจะต้องเจ็บปวดขนาดนี้

เมฆหยุดรถทันที เมื่อเห็นผมเริ่มฟูมฟาย เขาดึงผมเขาไปกอด และปลอบประโลมผมอย่างอ่อนโยน

นายอย่าเป็นอย่างนี้สิ ทั้งๆที่ฉันว่าจะตัดใจจากนายแล้ว ถ้านายยังเป็นแบบนี้ ฉันจะตัดใจไม่ได้รู้ไหม

ขอโทษ… ฉัน…

ฉันก็ไม่รู้ว่าระหว่างนายกับหมอนั่นมีอะไรกัน แต่ถ้านายไม่ได้รู้สึกมีความสุขเหมือนเดิม ถ้าหมอนั่นไม่ได้รัก ไม่ได้แคร์นาย ฉันก็พร้อมทำหน้าที่นั้นแทน ฉันจะรอนาย… ไม่ว่านานเท่าไหร่

เมฆจูบผม แล้วผมก็ไม่ได้ขัดขืน เพราะหัวใจของผมอ่อนแอเกินไป ตอนนี้ผมแค่อยากให้ใครสักคนมาปลอบโยน อยากให้มีคนโอบกอดผมไว้ ผมไม่อยากอยู่อย่างเดียวดาย แต่ถึงอย่างนั้น คนที่ผมต้องการมากที่สุดในเวลานี้คือคุณติ

 

ติดตามตอนต่อไป…