หลังจากเดินทางออกจากคีลูมาได้ราว 5 ยาม อูลวาก็ให้ขบวนหยุดพัก เนื่องจากมีแหล่งน้ำอยู่ข้างหน้า และคาดว่าหลังจากนี้เบื้องหน้านั่นคือ ป่าไพรหิมะ เขาเกรงว่าหากหยุดพักที่นั่นจะเป็นอันตราย เนื่องจากในป่าไพรหิมะนั้นมีสัตว์ร้ายมากมาย จะไม่เป็นผลดีกับขบวนทั้งหมด เขาลงจากหลังของโพล่า แล้วเดินย้อนไปหลังขบวน ซึ่งเป็นหน่วยพลส่งข่าว และนักล่าคุ้มกันจำนวนสิบคน หนึ่งในนั้นมีคาจี นักล่าคุ้มกันที่มีอายุน้อยที่สุดแอบติดตามขบวนมาด้วย อูลวาไม่ทันสังเกตเห็นเขาในครั้งแรก เพราะมัวแต่ตรวจตราดูความเรียบร้อยของขบวน จนประจวบเหมาะเมื่อมาหยุดสนทนากับโยเก หัวหน้านักล่าคุ้มกัน ก็แลเห็นหนุ่มน้อยหน้าใส กำลังสะดุ้งสุดตัว เพราะไม่ทันคาดคิดว่าอูลวาจะเดินมาตรวจดูถึงด้านหลังขบวน

“หนอยแน่ ออกมายืนข้างหน้านี่ ไม่ต้องหลบเลยนะคาจี นี่เจ้าไม่ฟังข้าเลยหรือ ข้าบอกให้เจ้าอยู่ที่หมู่บ้านอย่างไรล่ะ ตายล่ะ นี่ถ้าพี่ชายเจ้ารู้ล่ะก็ เจ้าได้เดือดร้อนแน่”

 อูลวาส่ายศีรษะ และจุ๊ปากเสียงดังเมื่อเห็นคาจี ขณะที่เจ้าหนุ่มตัวดีเองพยายามจะหาทางหลบหลังเพื่อนรุ่นพี่ของเขาอย่างโยเก แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เขาเดินเลี่ยงมาอยู่ด้านข้างของโยเกอย่างเสียไม่ได้ ทำหน้าตาเหมือนเด็กๆที่ถูกจับได้ว่าทำผิด

“โธ่ ท่านหัวหน้า ข้าก็บอกท่านแล้ว ว่าข้าพร้อม ข้าเตรียมตัวมาอย่างดี นับวันรอคอยจะได้ร่วมทางกับพวกท่าน และการเดินทางครั้งนี้ก็เป็นเหมือนความฝันของข้า ได้ต่อสู้กับนักล่าอสูรทมิฬ ผู้กล้าแห่งอาร์กติก นี่คือการเดินทางอย่างสมชายชาตรี เป็นสุดยอดปรารถนาของข้าแล้ว ท่านหัวหน้าให้ข้าไปด้วยเถอะนะครับ”
คาจีพยายามอ้อนอูลวาจนเกือบใจอ่อน ในขณะที่โยเก ยืนมองด้วยสายตา เอ็นดู ปนเอือมระอา แต่ต่อมาก็ตั้งท่าอยู่ในอาการสงบเมื่อชามูเดินมาสมทบกับอูลวา แล้วทำหน้าตาขึงขังทันทีเมื่อเห็นคาจี น้องชายต่างมารดาของเขาร่วมขบวนมาด้วย

“นี่เจ้า! ใครอนุญาตให้เจ้ามาคาจี นี่เจ้ากล้าขัดคำสั่งข้า ขัดคำสั่งท่านอูลวางั้นเหรอ อ่อ…เป็นเจ้าใช่ไหมโยเก ข้าบอกเจ้าแล้วใช่ไหม ว่าเป็นตายยังไงก็ให้เจ้าเด็กสร้างปัญหานี่ตามมาด้วยไม่ได้ ไป! กลับไปที่หมู่บ้านเดี๋ยวนี้!”

ชามูสั่งเสียงแข็ง พลางเดินไปจับแขนเด็กหนุ่ม ยกจนตัวหลุดลอยไปตามแรงฉุดกระชาก พร้อมทั้งดันให้ขึ้นม้ากลับหมู่บ้านไป

“ท่านพี่ ปล่อยข้า ได้โปรดเถอะ ไม่เอา ข้าไม่กลับ ปล่อยข้าเถิด” คาจีพยายามขัดขืน ปัดป้อง แล้วสุดท้ายโยเกที่ทนดูอยู่ ก็เข้าขวางไว้ ไม่มีครั้งใดที่คาจีเดือดร้อน หรือขุ่นข้องหมองใจ แล้วโยเกคนนี้จะไม่ยื่นมือเข้าไปช่วย

“ขออภัยที่ข้าบังอาจ แต่ปล่อยให้เขาทำตามใจสักครั้งเถิดท่านชามู จะว่าไปคาจีก็ย่าง 18 ปีแล้ว ไม่ใช่เด็กเล็กที่เราเคยต้องวิ่งไล่จับกันซะที่ไหน เขาควรจะปกป้องใครได้แล้ว อย่าลืมสิว่า วิชาศาสตราวุธของเขาก็ได้ท่านสอนมา จะไม่ให้เขาได้วาดลวดลาย แสดงฝีมือดูหน่อยหรือ”

“แต่นี่มันเรื่องจริง ไม่ใช่สนามประลองยุทธของหมู่บ้านนะ เจ้าก็รู้ว่าการเดินทางครั้งนี้มันอันตรายแค่ไหน แม้แต่ชีวิตพวกเราเองก็ใช่จะปลอดภัย เจ้ารู้อย่างนี้แล้ว เจ้ายังจะตามใจ ปล่อยให้เขาเดินทางไปกับเราภ ยังจะเข้าข้างเขาอีกเหรอโยเก”

“ข้าก็ไม่ได้เข้าข้างอะไร แต่เรื่องก็มาถึงขนาดนี้แล้ว ท่านลองคิดดู ถ้าจะไล่เขากลับไป เดินทางตอนนี้กว่าจะถึงชายแดนหมู่บ้านก็จวนมืดค่ำแล้ว ซ้ำร้าย ถ้าเผื่อกลางทางเจอพายุหิมะ หรือฝูงหมาป่าเข้า จะไม่ยิ่งแย่หรือ”

ชามูฉุกคิด มือก็ค่อยๆคลายออกจากแขนที่เขาบีบกำ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแรงบีบมากจนเจ้าของแขนต้องร้องโอดโอย

“ท่านพี่ ขอให้ข้าได้พิสูจน์ฝีมือให้ท่านดูหน่อยเถอะนะ”

“ที่นี่ไม่ใช่ลานประลองยุทธ ต่อให้เจ้าพิสูจน์ไปก็ไม่มีใครตัดสิน มีแต่อยู่หรือตาย”

“นั่นข้าก็รู้ แต่ว่า ได้โปรดเถอะ พี่ชามู ข้าขอโทษที่มาโดยไม่ได้บอก ทำให้ท่านต้องโกรธข้าแบบนี้ แต่ท่านให้ข้าไปเถอะนะ ข้าสัญญา ว่าจะไม่เป็นภาระ ไม่ทำให้ท่านเดือดเนื้อร้อนใจ ยังไงข้าก็เป็นหนึ่งในนักล่าอสูรทมิฬเต็มตัวแล้ว”

“เจ้าน่ะ ไม่รู้ตัวเลยหรือว่าเป็นภาระให้ข้าตั้งแต่เจ้าเกิดแล้วล่ะคาจี”

ชามูพูดตัดเยื่อใย แต่ก็ด้วยเพราะเขาโกรธ คาจีเป็นน้องชายต่างมารดาก็จริงอยู่ แต่เขาก็เลี้ยงดูมาไม่ต่างกับน้องท้องเดียวกัน หลังจากมารดาของทั้งคู่เสียชีวิตตั้งแต่ทั้งคู่จะจำความได้ และพ่อของพวกเขาก็สิ้นลมตามด้วยโรคร้ายเมื่อสิบปีก่อน ชามูก็ดูแลประหนึ่งเขาเป็นพ่อของคาจี ในใจลึกๆเขาก็รู้สึกสงสารเวทนาคาจี ที่โหยหาความรักจากพ่อแม่มาโดยตลอด แต่เพราะทั้งสองจากไปตั้งแต่คาจียังเล็ก ตลอดสิบปีที่ผ่านมาเขาก็รู้ตัวว่าเข้มงวดกับคาจีจนบางทีก็มากเกินกว่าจะดูว่ารักใคร่กัน ดูผิวเผินเหมือนชิงชังไปเสียด้วยซ้ำ แต่เพราะก่อนพ่อของทั้งคู่จะสิ้นลม เขาได้ฝากฝังคาจีให้ชามูดูแล พร้อมทั้งบอกว่า ชามู คือ หัวหน้าครอบครัว ต้องช่วยดูแลน้องต่อไปแทนพ่อที่กำลังจะสิ้นลม ดังนั้นชามูจึงพยายามอย่างที่สุด ที่จะปกป้องดูแลเขาให้เหมือนกับพ่อแม่ของทั้งคู่ปกป้องเขาด้วยตัวของท่านเอง

ท้ายสุดก็ไม่มีใครขัดใจน้องชายคนดีของชามูได้ ตัวพี่ชายก็กลับหลังเดินไปยังด้านหน้าสุดของขบวน ส่วนอูลวาก็ตักเตือนคาจี และโยเกต่อไปอย่างอ่อนเพลียระเหี่ยใจ จนดูเหมือนว่าเขาจะปลงตกได้แล้ว กับการที่ทั้งคู่มักขัดคำสั่งของเขาออกนอกลู่นอกแถวเป็นประจำ แต่ก็เพราะทั้งคู่ไม่เคยเหลวไหลจนเกินขอบเขต และยังไม่เคยมีผลร้ายใดๆตามมา เขาจึงให้อภัยทั้งคู่อยู่ทุกครั้งไป

“เอาล่ะ ข้าจะโกรธพวกเจ้าไปก็พาลจะทำให้เครียดเสียเปล่าๆ ถ้าเจ้าไม่อยากให้พี่ชายเจ้าต้องหนักใจ ทีหน้าทีหลังก็จงเชื่อฟังเขา เจ้าก็คงรู้นะว่าพี่ชายเจ้าน่ะที่เข้มงวด ที่ตักเตือนเจ้าบ่อยๆ นั่นก็เป็นเพราะเขาห่วงใยเจ้ามากกว่าใคร การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ไม่ใช่การคุ้มกันขบวนสินค้าเหมือนที่พวกเจ้าเคยทำมา เรากำลังไปออกล่าเคียนาทอก ตามทวงศิลาผูภาคืนมา ไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง อันตรายแค่ไหน ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าใจความปรารถนาดีของพี่เจ้านะ คาจี”

“ข้าทราบดี ท่านหัวหน้า”

“อย่าห่วงไปเลยครับท่านอูลวา ข้าจะดูแลเขา จะคอยช่วยเขาอีกแรง ข้าให้คำมั่นว่าจะไม่ให้ท่านทั้งสองต้องกังวลใจ คอยห่วงหน้าพะวงหลัง”

“ก็คงต้องอย่างนั้น ท่านเป็นคนช่วยซ่อนเขาให้พ้นตาข้าเมื่อเช้านี้นี่ โยเก อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ล่ะ เอาเถอะไหนๆก็ไหนๆแล้ว ในเมื่อท่านช่วยให้เขามากับขบวนเราแล้ว งั้นข้าก็ฝากเขาไว้กับท่านด้วย ถ้าน้องชายตัวดีของเพื่อนข้าชามูเป็นอะไรไปละก็ ท่านเตรียมเจ็บตัวได้เลย แล้วต่อไปก็อย่าตามใจกันให้มากนัก เดี๋ยวพี่ชายเขาจะได้ฉีกอกท่านสักวันหรอกคอยดู”

โยเกเกาศีรษะแก้เขินไม่ตอบโต้อะไรอีก คาจีเอง ก็ทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวเดินเลี่ยงๆหลบไปอยู่หลังโยเก อูลวาส่ายศีรษะ ทำท่าระอาใจ แต่ก็เพราะสถานการณ์ล่วงเลยมาจนเกินจะแก้ไขเป็นอื่นใดแล้ว เขาจึงถอนหายใจยาว ประหนึ่งรับสภาพ แล้วอูลวาก็เดินจากไป ทิ้งให้โยเก กับคาจียืนถกเถียงกันเบาๆ ท่ามกลางหมู่นักล่าคุ้มกันที่เฝ้าระวังภัยจากหลังขบวน

ในขบวนนั้นมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชายฉกรรจ์ที่ผ่านการฝึกฝน และรบพุ่งมาหลายสมรภูมิ หลายเหตุการณ์ สำคัญและมีนักล่าหญิงห้าคน ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนหน่วยแทรกซึมหาข่าว หมอประจำขบวนสองคน ไพร่พลที่ทำงานทั่วไปในส่วนอื่น แต่ก็มีเพียงห้าคน เพราะส่วนใหญ่คนที่มากับขบวนจะต้องรู้ยุทธ เนื่องจากการเดินทางออกล่าแต่ละครั้งมักเจอกับภัยอันตราย ไม่เหมาะให้คนธรรมดาที่ไม่รู้ศาสตร์การต่อสู้ร่วมทางมาด้วย และที่ขาดไม่ได้สำหรับการเดินทางออกล่าคือ บรรดาสัตว์ต่างๆ ประกอบด้วย แมมมอทหนึ่งคู่ที่คอยขนเสบียงกรังและอาวุธนานาชนิด ม้าหมอกจำนวนยี่สิบ กวางมูสสิบตัว สุนัขลากเลื่อนอีกสามสิบ และโพล่า หมีขาวร่างยักษ์ ซึ่งต่างจากสัตว์ทั่วไป เพราะเป็นสัตว์เพียงหนึ่งเดียวที่มีพลังวิเศษสุดคาดเดา อูลวาพบมันขณะที่ตัวเขาเองกำลังบาดเจ็บสาหัสรอความตายอยู่ในถ้ำหิมะ ตอนนั้นเขาหลบหนีการตามล่าของฝูงหมาป่าที่เข้ามาจู่โจมขบวนสินค้า เมื่อครั้งเขาเป็นเพียงนักล่าคุ้มกัน เขาหลอกล่อฝูงหมาป่าให้ออกมาจากการโจมตีขบวนรถเลื่อนลากสินค้า จนมาจนมุมในถ้ำน้ำแข็ง วินาทีที่เขาเกือบจะโดนขย้ำอยู่แล้ว จู่ๆเจ้าหมีขาวตัวยักษ์ก็โผล่ทะลุม่านหิมะออกมาจากผนังด้านหลังของอูลวา แล้วช่วยจัดการฝูงหมาป่าจนล้มตาย และหลบหนีไปไม่มีทิศทาง หมีตัวนั้นหันกลับมามองเขา แล้วเห็นสัญลักษณ์หัวใจมังกรที่หน้าอก มันก็หมอบลงตรงหน้าเขาในทันที จากนั้นเขาก็สิ้นสติ มาฟื้นอีกทีก็พบว่าเขากลับมานอนในกระโจมของตัวเอง โดยที่ชามูมาเล่าให้ฟังทีหลังว่า เจ้าหมียักษ์คาบเขาเอาไว้ในปาก ตอนแรกทุกคนพยายามโจมตีใส่มัน เพราะคิดว่ามันทำร้ายอูลวา แต่เมื่อมันวางร่างของอูลวาลง มันก็ใช้อุ้งเท้าโอบรอบร่างไว้ แล้วคุ้มกันลูกดอก ลูกกระสุน และคมดาบ จนเมื่อแม่เฒ่าตูติก้า ผู้เฒ่าของหมู่บ้าน ผู้รู้ศาสตร์แห่งดวงดาว และเทพยดาออกมาดูเหตุการณ์ก็รีบสั่งห้ามให้หยุด บอกว่าหมีตัวนี้คือ เทพพิทักษ์ของอูลวา จากนั้นมา โพล่าก็อยู่กับอูลวา ร่วมเดินทาง ร่วมต่อสู้มาตลอด ไม่มีใครรู้ว่าฝูงของมันอยู่ที่ไหน หรือมันมาจากไหน เพราะจริงๆแล้ว พวกหมีขาวรักสันโดษ และไม่ชอบอยู่ใกล้ถิ่นฐานของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อูลวาเชื่อว่า เพราะเขาเป็นผู้ครอบครองหัวใจมังกร จึงทำให้เจ้าหมีตนนี้ยอมสยบราบคาบ และตามติดเขา เขาคิดอยู่ลึกๆในใจว่า หากวันใดหัวใจมังกรเกิดย้ายที่สถิตย์ไปอยู่กับคนอื่น เชื่อแน่ว่าโพล่าจะจากเขาไป หรือไม่ก็สังหารเขาก็เป็นได้

อูลวาเดินกลับไปที่แถวหน้าสุดของขบวน เขามองหาโพล่า แต่มันไม่ได้อยู่ที่นั่น เขาจึงพยายามถามคนแถวนั้น แล้วก็เดินตามรอยเท้าของมันไป จนพบมันซึ่งเดินมาหยุดนั่งมองเหม่ออยู่ที่ตรงชะง่อนผา ภาพเบื้องหน้านั้นเป็นทะเลน้ำแข็งกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา อูลวาเดินไปยืนข้างๆมัน แล้วเอ่ยถาม

“เจ้าคิดอะไรอยู่โพล่า มีอะไรที่ข้างหน้านั่นเหรอ”

เจ้าหมียังคงนั่งนิ่งมองไม่ไหวติง มันร้องในลำคอเบาๆ เหมือนพยายามจะขานเรียกอะไรสักอย่าง

“ครอบครัวของเจ้าเหรอ เจ้าคิดถึงพวกเขาสินะ”

อูลวาลูบขนที่คอของมันขึ้นลง ขนสีขาวยาวปุกปุย และอบอุ่น หลายครั้งที่เขาเห็นมิกิซุกตัวเข้าไปกอดมัน จนบางทีตัวของนางก็มิดหายเข้าไปในขนขาวๆนั้น เขานึกแล้วก็หัวเราะเบาๆ พอนึกถึงหน้านาง ก็ทำให้เขาเจ็บปวดใจนิดๆด้วยความคิดถึง

“มิกิมักจะกอดเจ้าบ่อยๆ นางคุยอะไรกับเจ้ากันนะ ข้าอยากรู้จัง”

แล้วอูลวาก็โอบแขนไปด้านหลังคอของมัน ทั้งคู่ยืนนิ่งไม่ไหวติง ไม่ส่งเสียงสื่อสารใดๆต่อกัน จนครู่นึงโพล่าก็หันหลังกลับโดยเร็ว พลางแยกเขี้ยวคำราม อูลวาเห็นท่าไม่ชอบมาพากลจึงรีบดึงเชือกคุมบังเหียนมาจับไว้แน่น พยายามสอดส่ายสายตามองไปรอบตัว หาสิ่งผิดปกติ ไม่นานเขาก็ได้ยินเสียงคนร้องด้วยความเจ็บปวด จึงรีบขึ้นไปขี่บนหลังของเจ้าหมี แล้วควบเร็วไปยังที่มาของเสียง

ไม่นานเขาก็พบกองเลือดไหลเป็นทางตรงเข้าไปในป่าไพรหิมะที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เขาเห็นเงาลางๆคล้ายหมาป่า และดวงตาเหี้ยมโหดสีเลือดฉายแวบหนึ่งมาจากในความมืดมิดของป่า ครู่เดียวชามูก็ควบม้าหมอกมาหยุดข้างๆรายงานเรื่องที่เกิดขึ้น

“ท่านหัวหน้า ฝูงหมาป่าบุกมา ข้าคิดว่าไม่ใช่ฝูงของเคียนาทอก เพราะตัวมันเล็กกว่า แต่มันจับจุนนา คนคุมเสบียงของเราไปได้คนหนึ่ง ตอนที่เขาพยายามจะลงไปที่ธารน้ำแข็ง ไม่รู้เป็นตาย ส่วนคนอื่นปลอดภัยไม่มีบาดเจ็บ”

“เจ้าให้หน่วยคุ้มกันโอบรอบขบวน กินพื้นที่ให้ได้มากที่สุด หาที่กำบัง อย่างน้อยก็อย่าอยู่ในที่โล่งจะเป็นเป้าง่าย อย่าให้ใครออกนอกขบวนหรือละสายตาไปไหนคนเดียว ข้าจะตามรอยเลือดเข้าไปดู เผื่อจะช่วยจุนนาได้ทัน”

“ท่านหัวหน้าแต่มันเสี่ยงเกินไป ในป่าทั้งรก และชื้น อากาศก็น้อย ข้าเกรงว่าท่านจะเสียเปรียบมัน แล้วเราก็ไม่รู้แน่ว่าจุนนาจะรอดทันเราไปช่วยหรือไม่”

“ตอนนี้ไปอาจจะทัน แต่ถ้าช้าคนของเราก็อาจตาย ไม่มีทางเลือก ยังไงข้าก็จะตามเข้าไป เจ้าหาคนคุมให้ได้รอบ ถ้าแน่ใจว่าปลอดภัยแล้วก็ค่อยเดินทางอ้อมป่าไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ข้าจะออกไปพบเจ้าที่ท้ายธารน้ำแข็ง”

“รับทราบ แต่ว่าข้าจะรีบจัดคนแล้วตามท่านเข้าไป ท่านอย่าเพิ่งรีบเข้าไปคนเดียวนะ รอข้าที่นี่ครู่เดียว”

ชามูรีบควบม้าบึ่งกลับไปที่ขบวนที่อยู่ห่างออกไปราวสี่ร้อยเมตร บอกกล่าวจัดคนที่แข็งแรงไว้ใจได้ ให้นำขบวนอ้อมไปอีกทาง เพื่อไปเจอยังจุดนัดหมายข้างหน้าตรงบริเวณสุดเขตธารน้ำแข็ง ซึ่งเป็นโยเก และคาจีที่อาสานำขบวน ทั้งคู่ร้อนรนอยากตามชามู และอูลวาไปช่วยจุนนา แต่ชามูขอร้อง แกมบังคับไว้

“ข้าไว้ใจเจ้าทั้งคู่ได้ใช่ไหม”

“ท่านชามูวางใจเถอะ เราจะนำขบวนไปเจอตามจุดนัดหมายที่ท่านบอก” โยเกรับคำหนักแน่น

“เอานี่ไป พลุแสง หากเจ้าถึงจุดนัดพบก่อนข้า ก็ยิงขึ้นฟ้าซะ พวกข้าจะได้รู้ตำแหน่งของพวกเจ้า อย่าได้ประมาท ให้ทุกคนตื่นตัวไว้ พวกมันอาจจะแยกเป็นสองฝูงย่อยตามดูพวกเจ้าด้วยก็ได้ เพราะทางเจ้ามีเสบียงกรังที่มันอยากได้ ข้าต้องไปล่ะ เดี๋ยวท่านอูลวาจะร้อนใจรีบเข้าไปก่อน ถ้ายังไงก็ระวังตัวด้วย”

“พี่… ให้ข้าไปด้วย”

“ข้าขอร้องล่ะ คาจี คราวนี้เจ้าต้องเชื่อฟังข้า ลำพังข้าเอง กับท่านอูลวาก็ใช่ว่าจะปลอดภัย เจ้าก็เห็นนี่ ตอนที่มันลากจุนนาไป มันไม่ใช่ฝูงหมาป่าธรรมดาแน่ๆ เจ้าช่วยโยเกนำขบวนไปให้ถึงจุดนัดพบอย่างปลอดภัยให้ได้ นั่นก็ช่วยข้าได้อย่างมากแล้ว”

“แต่ว่า…”

“คาจี เชื่อข้าสักครั้งเถอะ” ดวงตาที่แข็งกร้าวของชามู สะกดความดื้อรั้นของน้องชายหัวแข็งได้ ลึกๆในใจเขาแสนจะห่วงน้องคนนี้

“…งั้น ท่านก็ระวังตัวด้วย” คาจี ก้มหน้าลง สีหน้าเศร้าสลดผิดหวัง ชามูเชยคางเขาขึ้นมองจ้องไปในดวงตาคู่เศร้าของน้องชาย เขายิ้มให้เล็กน้อยพร้อมกล่าวว่า

“ข้าถึงได้บอกว่า เจ้าเกิดมาก็เป็นภาระข้าแล้ว ไหนว่าอยากช่วยข้าไงละ แค่นี้ก็ใจไม่สู้แล้ว แล้วจะเป็นนักล่าอสูรที่ยิ่งใหญ่ได้ยังไงกันล่ะน้องข้า”

“ได้สิ ท่านอย่ามาดูถูกข้านะ ข้าน่ะไม่ใช่เด็กเล็กๆที่ร้องไห้เรียกหาท่านอีกแล้ว” คาจีปัดมือของพี่ชายออก พยายามข่มอาการเหมือนเด็กถูกขัดใจ ทำท่าทางขึงขังเข้าไว้

“ต้องได้อย่างนี้สิน้องข้า เอาล่ะ โยเก ข้าฝากตัวปัญหาไว้กับเจ้าด้วย”

“โปรดวางใจได้ครับท่านชามู ข้าจะปกป้องเขา และขบวนเราด้วยชีวิตของข้าเอง ท่านรีบไปเถอะ ท่านอูลวาคงจะร้อนใจแย่แล้ว”

รองหัวหน้านักล่าอสูรทมิฬสวมหมวกหัวสิงห์ เอานิ้วแตะหมวกเบาๆแทนคำกล่าวลาให้ทั้งคู่ ก่อนควบม้ากลับไปหาอูลวา โยเก และคาจีมองหน้ากัน ก่อนควบม้าหมอก แยกเป็นสองทางเพื่อช่วยกันจัดขบวน แล้วมุ่งหน้าอ้อมป่าไพรหิมะไปในทันที

ไม่ถึงอึดใจชามูก็ควบม้ากลับมาสมทบกับอูลวาที่อยู่ในอาการกระสับกระส่ายอยากจะเข้าไปช่วยคนของเขาออกมาใจจะขาด หลังจากเห็นชามูควบม้ามาแต่ไกล เขาก็รีบควบนำไปก่อน จนสุดท้ายชามูตามมาทันที่ตรงทางเข้า มันเป็นป่าที่น่าสะพรึงกลัว ข้างในดูมืดมน ต้นไม้ทุกต้นเหมือนตายแล้ว เพราะมีแต่ลำต้นสีดำสนิท กับกิ่งก้านที่ไร้ใบ ทั่วทั้งป่ามีหิมะปกคลุม ทิวทัศน์ดูเหมือนกันทุกทิศทาง ทำให้ไม่ว่าใครที่ผลัดหลงเข้าไปก็ยากที่จะกลับออกมาได้ ทั้งคู่พิศดูลู่ทางที่จะเข้าไปอยู่ครู่หนึ่ง ก็เหลือบไปเห็นกิ่งไม้ที่เปรอะรอยเลือดอยู่ พร้อมกับทั้งยังมีรอยหยดเลือดตามทางเข้าไปสู่ป่าอันมืดมน อูลวาแตะเลือดที่ติดอยู่ที่กิ่งไม้ ทั้งมอง ทั้งดมกลิ่น จากนั้นก็ครุ่นคิดอยู่อึดใจ แล้วจึงหันไปหารือกับชามู

“มองดูจากรอยเลือดยังใหม่ๆอยู่ คิดว่ามันยังเข้าไปได้ไม่ไกล เจ้าเคยเข้าไปในป่านี้ไกลที่สุดถึงไหน”

“ข้าเข้าไปถึงตรงที่มีถ้ำน้ำแข็ง ไม่ไกลกว่านั้น เพราะทางอื่นมีทั้งเถาวัลย์ กิ่งไม้ และหิมะปิดเส้นทางจนสิ้น ข้าเคยข้ามภูเขาหิมะขึ้นไปจนสุด แล้วก็ปีนลงมาตามทาง ก็จะเจอกับธารน้ำแข็งอีกด้านหนึ่งของป่า ที่ๆเรานัดขบวนไปเจอ”

“ส่วนข้าเคยเข้าไปในถ้ำที่เจ้าว่านี้ เมื่อสองปีก่อน ข้าคิดว่าหมาป่าพวกนี้ เป็นพวกเดียวกันกับที่เคยไล่ล่าข้าเมื่อครั้งนั้น ข้าจำกลิ่นพวกมันได้ มันคงรู้ว่าข้ามากับขบวน จึงจงใจล่อข้าให้ออกห่างมา คงหมายจะแก้แค้นให้ฝูงละมั้ง เอาล่ะเราจะตามรอยเลือดนี้เข้าไป แต่อย่างไรเสีย ป่านี้ไม่ใช่ป่าธรรมดา มันเคยเล่นตลกกับข้ามาแล้ว ถ้าเราเกิดหลงกันในป่า ขอให้ยึดยอดเขาไว้เป็นหลัก และหาทางออกไปเจอกันที่ๆนัดหมาย ข้าไม่คิดว่าถ้าเราคนใดคนหนึ่งหลงแล้ว จะตามหามันเจอ ถึงตอนนั้นจุนนาคงจะโดนมันฆ่าตายไปแล้ว ถ้าเราจะช่วยจุนนาไม่ได้จริงๆก็ขอให้อย่างน้อย ต้องมีใครคนใดคนนึงรอดออกไปนำขบวนล่าต่อ เพราะภารกิจหลักของเราคือ การตามทวงคืนศิลาภูผา”

“ท่านรู้ไหมว่าท่านทำข้าขวัญกระเจิงอย่างแรง”

“อะไรกัน ข้าก็แค่แบ่งปันประสบการณ์เท่านั้นเอง”

“แต่ประสบการณ์ครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องน่าแบ่งปันสักเท่าไหร่นี่ ข้ายังจำวันนั้นได้ วันที่โพล่าพาท่านกลับมา สภาพท่านไม่มีชิ้นดีเลย”

อูลวาก้มลงมามองที่ศีรษะด้านหลังของโพล่าจากมุมที่เขาขี่ มันหายใจฝืดฝาด อาการกระสับกระส่าย เหมือนอยากจะเข้าไปในนั้น เขารู้สึกได้ว่าต้องมีบางอย่างในป่านี้ที่ทำให้โพล่ามีอาการดังกล่าว

“โพล่า เจ้าพาข้าเข้าไปที่ถ้ำน้ำแข็งข้างในนั้นนะ  พี่น้องของเราคนหนึ่งถูกฝูงหมาป่าที่ทำร้ายข้าลากเข้าไป หมาป่าที่เจ้าเคยช่วยข้าไว้จากน้ำลายเน่าๆของมันไง”

โพล่าร้องคำราญเสียงดังเหมือนจะตอบรับ เสียงของมันช่างชวนให้ขนลุกเสียเหลือเกิน เป็นเสียงกัมปนาทดังกึกก้องไปทั้งป่า มีเสียงสัตว์น้อยใหญ่ในป่าขานรับกันระงม ชามูทำไหล่ยักขึ้นลง ลูบต้นแขนทั้งสองเหมือนกับว่าทั้งตัวหนาวสะท้านไปหมด

“เจ้ายักษ์ทำเอาข้าหนาวสะท้านไปทั้งตัว ขนาดข้างในสวมหนังวอลลัสกันไว้แล้ว หิมะทำอะไรไม่ได้เลย แต่กับเสียงของเจ้านี่ มันทำเอาข้าขนลุกชูชันตั้งแต่หัวจรดเท้า เย็นยะเยือกถึงกระดูกเลย”

“…ข้าเองก็เหมือนกัน คงมีอะไรไม่พึงประสงค์ข้างในนั้นเป็นแน่ เรารีบไปกันเถอะ ก่อนที่จุนนาจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆเสียก่อน”

ทั้งคู่ค่อยๆตามรอยเลือดเข้าไปในป่า ที่เบื้องหน้ามีแต่ความลี้ลับดำมืด และสัตว์ร้ายที่กระหายเลือด

 

หลังจากที่ชามูแยกไปแล้ว โยเก และคาจีก็แยกกันคุมขบวนซ้ายขวา และให้ทูรัก กับอานา นักล่าคุ้มกันสองหนุ่มสาวคู่รักคู่แค้นคอยคุ้มกันหลังขบวน ทั้งคู่มีฝีมือเก่งกาจ ทูรักเป็นนักล่าที่มีไหวพริบดี และมีประสบการณ์ต่อสู้ในสมรภูมิต่างๆมาเกือบจะเท่าๆกับอูลวา ชามู และโยเก แต่เขาก็มีไม้เบื่อไม้เมาอย่างอานา นักล่าคุ้มกันหญิงเพียงคนเดียวของหมู่บ้าน นางเชี่ยวชาญยาพิษ และเคลื่อนตัวว่องไวดุจสายลม ฉายาของนางคือ แม่เสือสวย ด้วยเพราะดวงหน้างามๆ กับดวงตาสีน้ำตาลดุๆของนางนั่นเอง ทูรักกับอานาเป็นคู่กัดกันมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นแค่นักเรียนฝึกยุทธ ด้วยเพราะฝีมือสูสี เสือสินกินกันไม่ลง ทั้งคู่จึงเหมือนคู่แข่งกัน เวลาออกทำภารกิจ หรือคุ้มกันขบวนสินค้าทั้งคู่ก็มักได้รับมอบหมายจากหัวหน้าให้ออกไปทำงานด้วยกัน จากที่ทะเลาะกันประจำ จนโชคชะตา หรือพรหมลิขิตก็สุดแล้วแต่บันดาลให้ความรักบังเกิด แล้วสุดท้ายทั้งคู่ก็ได้แต่งงานกันเมื่อปีก่อน แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีวันใดเลยที่ทั้งคู่จะไม่ต่อปากต่อคำกัน

“นี่พ่อจอมวางแผน พ่อนักกลยุทธ์ เจ้าคุมขบวนยังไงซะห่างขนาดนั้น ถ้าหมาป่าเข้ามาใกล้เจ้าจะคุ้มกันทันเหรอทูรัก”

“ถ้าคุ้มกันใกล้ๆแบบเจ้า หากศัตรูมาแบบไม่รู้ตัว มุมมองเบื้องหน้าถูกบดบังด้วยก้นเจ้ายักษ์แมมมอทแบบนั้น มีหวังเจ้าได้ถูกขย้ำจากด้านหลัง จะช่วยใครก็ไม่ทัน จะหนีเองก็ลำบาก สู้อยู่ห่างออกมานิด เว้นระยะให้มุมมองในการคุ้มกันกว้างขึ้น จะได้มองได้รอบทาง เจ้าไม่ว่ามันดีกว่าหรอกหรือ”

“ชิ อย่ามาทำรู้ดีหน่อยเลย ได้ เจ้าจะอยู่ห่างข้าก็ไปเถอะ แล้วอย่ามาใกล้เกินกว่านี้ละ ไม่งั้นแม่จะเป่าลูกดอกอาบยาพิษใส่คอเสียเลย”

อานาค้อนสุดสายตา แต่ก็แอบซ่อนรอยยิ้มไว้ที่มุมปาก ผมที่ซอยสั้นแค่คอของนางพริ้วไหวตามแรงสะบัดใบหน้าหนี

“จุ๊ๆๆ ดูพูดเข้า นี่เจ้าใจคอจะฆ่าสามีสุดที่รักได้ลงคอเชียวหรือ ข้าเป็นห่วงเจ้าหรอกนะ ถึงได้มาคอยระวังหลังให้ อย่างน้อย ถ้าข้าถูกพวกหมาน้ำลายฟูมปากนั่นลากไป เจ้าก็ยังช่วยข้าได้ทันแน่นอน”

“พูดอะไรบ้าๆ ไม่มีใครจะมาถูกทำร้ายได้อีกหากข้ายังอยู่ ไม่เอาล่ะ ข้าไม่พูดกับท่านแล้วนี่ขบวนเริ่มห่างกันอีกแล้ว ข้าไปต้อนพวกกวางกับแมมมอทให้เร่งฝีเท้าอีกหน่อยจะดีกว่า”

อานาเร่งควบม้าไปใกล้ฝูงกวาง และแมมมอท พร้อมทั้งเขี่ยนแส้ลงไปที่พื้นจนเสียงดังเฟี้ยวฟ้าว เพื่อให้พวกมันเร้งฝีเท้าขึ้นอีก ให้ทันขบวนข้างหน้าที่กำลังเคลื่อนไป เสียงแส้ที่หวดลงพื้นเล่นเอานักล่าหนุ่มที่คุมขบวนอยู่รอบๆสะดุ้งไปตามๆกัน ไม่มีใครกล้าหือกับนางอีกแล้วนอกจากสามีของนางเอง ผู้ที่ปราบนางลงได้เพียงผู้เดียว ทูรักยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้กับภรรยาที่แสนน่ารักของเขา นางมักพูดอะไรตรงข้ามกับใจเสมอ ถ้าเป็นสมัยก่อนเขาก็คงจะหัวเสียน่าดูที่นางมาต่อปากต่อคำ แต่เดี๋ยวนี้ยิ่งเถียงกัน เขาก็ยิ่งรู้ว่านางเป็นห่วงเขามากเพียงใด ในขณะเดียวกันนั้น โยเกที่อยู่ด้านหน้าขบวนก็ควบม้าย้อนกลับมาด้านหลัง เพราะเห็นขบวนเริ่มเคลื่อนช้าลง

“เกิดอะไรขึ้นทูรัก ทำไมขบวนเดี๋ยวเดินเร็วเดี๋ยวเดินช้า ข้างหน้าเดินกันหัวจะคะมำหลายรอบแล้วนะ”

“โทษทีโยเก เพราะเมียขี้โมโหของข้าชวนทะเลาะน่ะสิ แต่ไม่ต้องห่วง ตอนนี้โอเคแล้ว”

“เลือกเวลาสวีทกันได้เหมาะเหลือเกินนะ จะโดนขย้ำกันหมดนี่อยู่แล้ว”

“เอาน่า เชื่อมือเราสองคนได้ ทะเลาะกันนี่แหละยิ่งทำงานดี ว่าแต่พวกท่านเถอะ เมื่อไหร่จะบอกท่านชามูเสียที ว่าท่านกับคาจี…”

“ชู่ว… อย่าเอ็ดไป ตอนนี้ไม่เหมาะที่จะคุยกัน เอาไว้ข้าจะมาคุยกับเจ้าเมื่อเราตั้งแค้มคืนนี้”

“โอเคๆ อ่อ ลืมบอกท่านไป ข้าว่าจะแนะให้ท่านอ้อมไปอีกนิด อย่าเดินตัดช่องเขาข้างหน้า เพราะข้าเกรงว่าถ้าหิมะเกิดถล่มลงมาในช่องเขา เราจะเป็นอันตรายกันทั้งหมด”

“แต่ระยะทางจากช่องเขาไปถึงธารน้ำแข็งมันไม่ไกลนะ ถ้าอ้อมไป เราอาจจะไปถึงที่หมายช้ามาก”

“ข้ากับอานารู้เส้นทางอ้อมเขา เราเลาะขึ้นด้านข้างเขาไป แล้วก็ไปลงอีกด้านได้ ไม่สูงชันนัก เราทั้งหมดข้ามไปได้แน่นอน อาจจะช้าไปจากเดิมสักหน่อย แต่ก็ไม่เกินสองยามข้ารับรอง เพื่อความปลอดภัยของขบวนเรา”
“เจ้าว่าอย่างนั้นหรือ”

“อืม หลายวันมานี้พายุสงบก็จริง แต่ครั้งนี้ขบวนเราใหญ่กว่าเดิม และที่สำคัญหมาป่าอาจจะดักรอเราอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ทางที่ดี เลือกทางที่เรายังจะพอมีทีหนีทีไล่ได้บ้าง ดีกว่าไปอยู่ในที่อับ จะติดกับมันได้”

“เอาล่ะ ข้าก็กำลังกังวลอยู่เหมือนกัน เพราะขบวนเราใหญ่มาก ถ้าเกิดรีบร้อนจนขบวนเสียรูป หรือใครพลัดออกจากขบวนไปอีก ท่านอูลวา กับท่านชามูคงจะไม่สบายใจ ตกลงตามนั้น ข้าจะไปนำขบวนเบี่ยงไปอีกทาง พวกเจ้าก็อย่าให้ขบวนสะดุดตะกุกตะกักเพราะมัวแต่สวีทกันล่ะ หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ยังจะมีอารมณ์หวานกันได้อีก”

“ยังไงก็ไม่เท่าท่านร๊อก”

ทูรักทำหน้าตากลุ้มกลิ่มมีเลศนัย เขาเป็นคนเดียวที่รู้ความลับระหว่างโยเก กับคาจี โยเกมาปรับทุกข์พูดคุยกับเขาเสมอ เพราะจริงๆแล้วทั้งคู่ก็เหมือนลูกพี่ลูกน้องกัน เพราะพ่อของทั้งคู่เป็นพี่น้องกันแต่ก็ต่างมารดา เขาเห็นใจโยเกที่ไม่อาจพูดคุยเรื่องนี้กับใครได้ แต่ลึกๆเขาก็คิดว่าทั้งอูลวา และชามูอาจจะล่วงรู้อะไรบ้างอย่างแล้ว แต่ทั้งสองคนไม่พูด เพียงแต่รอให้ไม่ใครก็ใครระหว่างโยกับคาจีเป็นคนบอกกล่าวเรื่องต่างๆจากปากพวกเขาเอง

ชามูยกนิ้วกลางให้ ชื่นชมที่ทูรักช่างรู้ดี และชอบแหย่เขา ตัวทูรักเองก็แลบลิ้นยาวหัวเราะหุหุ พลางคล้องแขนไปโอบที่ไหล่ของอานาผู้ย้อนกลับมาควบม้าอยู่เคียงข้างเขา เขาขโมยหอมฟอดใหญ่จากแก้มนวลๆของภรรยาสวยดุของเขา ในขณะที่เธอกำลังเผลอ และงุนงงกับเรื่องที่โยเกกับเขาคุยกัน ทูรักได้รับฝ่ามืออรหันป้าบใหญ่เข้าเต็มหน้า

เมื่อ 3 ปีก่อน

วันเคลื่อนพลตามทวงคืนศิลาภูผา

เสียงผู้คนที่เริ่มอื้ออึงระคน กับเสียงของสิงสาราสัตว์ข้างนอกกระโจม ทำให้ผู้ที่หลับใหลอยู่ข้างในก็ไม่อาจทนฝืนไม่รู้ไม่เห็นต่อกิจกรรมข้างนอกต่อไปได้ อูลวาจึงค่อยๆลืมตาตื่น เผยให้เห็นแก้วตาสีเหล็ก ฉายแววนักสู้ที่ซ่อนอยู่ในดวงตาคมเข้มคู่นั้น ผมหยักศกที่ไว้ระคอของเขาเป็นสีไม้มะฮอกกานีเหลือบทองเล็กน้อยเมื่อยามต้องแสงที่ลอดช่องหน้าต่างกระโจมเข้ามา เขาต้องรู้สึกตัวตื่นหลังจากการนิทราไปได้เพียงไม่ถึงสองชั่วยาม สาเหตุก็คงเพราะร่างของหญิงสาวที่หลับใหลอยู่ในอ้อมอกของเขาซึ่งบัดนี้ยังไม่รู้สึกตัวแต่อย่างใด เขากระพริบตาถี่ๆเพื่อปรับสายตาให้คุ้นกับแสงสว่างที่เข้ามาทักทายถึงที่นอน แล้วก็ค่อยๆยันกายขึ้นอย่างระมัดระวังเพราะเกรงว่าร่างน้อยๆที่เขาโอบไว้จะตกใจตื่น ผ้าห่มหลุดจากร่างกายท่อนบนของเขาเผยให้เห็นแผ่นอกที่แน่นล่ำ และมีกล้ามพองาม ที่อกด้านซ้าย มีรอยแผลเป็นที่ดูคล้ายกับรอยสักเสียมากกว่า มันเป็นรูปมังกรสยายปีก ที่มาของการที่เขาเป็นผู้ครองหัวใจมังกร เขาลุกขึ้นจากเตียง สวมเสื้อผ้าที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้กับหัวเตียงทีละชิ้น แล้วเหลียวหลังกลับไปมองร่างหญิงสาวที่ยังคงหลับฝันหายใจเป็นจังหวะ ผิวที่ขาวอมชมพูนั้นเปลือยเปล่า มีเพียงผ้าห่มขนกวางมูทสีขาวหนุ่มฟูคลุมร่างอยู่หลวมๆ เมื่อคืนเป็นวันดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของทั้งคู่ เจ้าบ่าวคือ อูลวา เขาเป็นลูกชายของหัวหน้าหมู่บ้านคีลู ผู้เป็นผู้ครองหมู่บ้าน และนครทางฝั่งใต้ของอาร์กติกทั้งหมดต่อจากพ่อของเขา คิริม่า และเจ้าหญิงนิทราผู้นี้ คือเจ้าสาวของเขา นางมีนามว่า มิกิ นางเป็นสาวงามต่างถิ่น ว่ากันว่านางมาจากดินแดนที่อบอุ่น และอุดมไปด้วยสีเขียวของพืชพรรณนานา นางมีผมยาวสยายสีทองงดงามยิ่งดุจเส้นไหม มีดวงตาสีเขียวมรกต แต่หล่อนอาภัพตรงที่เป็นใบ้ อูลวา นั่งลงบนเตียงอีกครั้ง ค่อยๆบรรจงปัดผมที่ยาวสยายมาละบดบังใบหน้าสวยสดของนางออกไป จนเผยให้เห็นแก้มสีขาวอมชมพูเลือดฝาดน่าจุมพิต เขามองดูเจ้าสาวของเขาอย่างรักใคร่ ก่อนค่อยๆก้มจรดริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบาประกบแน่นกับริมฝีปากสีกลีบกุหลาบป่าของมิกิ หญิงสาวค่อยๆลืมตาตื่นประหนึ่งได้รับจุมพิตให้ฟื้นจากนิทราอันยาวนาน นางส่งยิ้มอ่อนหวานให้เจ้าบ่าวรูปงาม ผู้จ้องมองดวงหน้าของนางอย่างไม่วางตา

“ท่านตื่นนานแล้วหรือคะ” เป็นเสียงของสาวน้อยที่แว่วหวานผ่านห้วงคำนึงของอูลวา ถึงแม้ว่ามิกิจะเป็นใบ้ แต่จะด้วยเพราะอูลวาเป็นผู้ครองหัวใจมังกร ผู้บันดาลปาฎิหารย์ หรือเป็นเพราะมิกิมีสัมผัสพิเศษ มีพลังลี้ลับซ่อนเร้นก็สุดที่จะคาดเดา ทำให้ทั้งคู่สามารถสื่อสารกันได้โดยผ่านโทรจิต เพียงแค่คิดถึงอีกฝ่าย ทั้งสองก็จะได้ยินเสียงของกันและกัน

“สักครู่หนึ่งแล้ว เพราะเห็นเจ้าหลับสบายอยู่เลยไม่อยากปลุก เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง”

“ข้าไม่เป็นไรค่ะ” มิกิเอียงอายเล็กน้อย ด้วยที่อูลวาเป็นห่วงนาง เพราะเมื่อค่ำคืนทั้งคู่พร่ำพรอดรักกันจนเกือบรุ่งสาง นางค่อยๆยันกายขึ้น เผยให้เห็นอกสวยเต่งตึง และทรวดทรงที่บอบบาง หญิงสาวค่อยๆหยิบผ้าห่มมาปิดบังร่างเปลือยเปล่าไว้อย่างอายๆเมื่อรู้สึกตัวว่าไม่ได้สวมอะไร อูลวาเอื้อมข้ามตักของนางไปหยิบผ้าคลุมมาห่มไหล่ของนางไว้กันหนาว เขาเดินไปเปิดม่าน มองไปด้านนอก เห็นโพล่า หมียักษ์เพื่อนยากกำลังดื่มน้ำ มีชามู ชายร่างกำยำเคราครึ้มคอยแปลงขนให้อยู่ไม่ห่าง ถัดไปก็เป็นเหล่านักล่า ผู้กล้า ที่เตรียมอาวุธ และยานพาหนะ รถลากต่างๆ สิงสาราสัตว์ติดตามขบวน สุนัขลากเลื่อน พร้อมฝูงแมมมอท และกวางมูทสัตว์ที่ทนความหนาวเหน็บมากเกินใคร สำหรับแบกสัมภาระ และการเดินทางในวันนี้ อูลวาคิดถึงการเดินทางข้างหน้าแล้วก็ถอนหายใจยาว มิกิผู้เดินมาโอบร่างเขาจากด้านหลังรู้ดีว่าเขากังวลเพียงใดกับการเดินทางตามล่าศิลาภูผาสมบัติล้ำค่าของหมู่บ้านที่ถูกเคียนาทอกกับพวกช่วงชิงไปเมื่อหลายวันก่อน ทั้งๆที่วันนี้เป็นวันแรกที่ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตฉันท์สามี ภรรยากัน

“ข้าไม่อยากจากเจ้าไปเลยมิกิ เราเพิ่งจะได้ร่วมชีวิต ได้เป็นหนึ่งเดียวกันวันแรก เป็นเพราะเคียนาทอกแท้ๆ ถ้ามันไม่มาชิงศิลาภูผาไป หมู่บ้านของเราคงจะสงบสุขกว่านี้ นี่ก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไหร่จึงจะตามล่ามันเจอ ไม่รู้ว่าพวกมันมีกำลังมากมายเพียงใด หากเกิดอะไรขึ้นกับข้า ข้าคงทำให้เจ้าต้องเสียใจ และข้าก็คงทนไม่ได้ หากข้าต้องทิ้งให้เจ้าต้องเดียวดาย”

“อย่าพูดอย่างนั้นอูลวาที่รักของข้า ท่านจะไม่เป็นไรค่ะ ท่านเก่งกล้าสามารถกว่าใคร และเป็นผู้ครอบครองหัวใจมังกร หัวใจศักดิ์สิทธิ์ผู้บันดาลความหัศจรรย์ให้แก่พวกเรา อย่ากังวลไปเลย จะไม่มีสิ่งใดมาพรากท่านไปจากข้าได้  ที่สำคัญ โพล่าบอกกับข้าว่าจะปกป้องท่าน และจะนำท่านกลับมาหาข้าค่ะ”

ท่ามกลางความเหน็บหนาว ไออุ่นจากสองร่างที่แนบชิดติดกันทำให้อูลวาคลายความว้าวุ่นลง เขาหันหลังกลับไปกอดร่างของหญิงสาวผู้เป็นที่รักไว้แนบแน่น พรมจูบจนทั่วใบหน้าของนาง หญิงสาวก็ซุกใบหน้าลงกับอกที่แน่นอุ่นของเขา เสียงจังหวะหัวใจที่เต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ และลมหายใจร้อนผ่าวที่ซอกคอของนาง ทำเอาใบหน้าขาวอมชมพูของมิกิค่อยๆแดงเรื่อขึ้น ร่างกายเริ่มอ่อนเปลี้ย นางค่อยๆผลักร่างอูลวาออกห่าง

“ไม่ได้ค่ะ สายมากแล้ว ทุกคนคงรอท่านอยู่ การเดินทางจะล่าช้าไม่ได้นะคะ ถ้าเราไม่ได้ศิลาภูผากลับคืนมา โอกาสที่หมู่บ้านเราจะพบกับภัยภิบัติก็จะยิ่งมีมากขึ้น หลังจากที่ท่านทำภารกิจเสร็จแล้ว อยากได้อะไร ข้าก็จะให้ค่ะ เพราะทั้งชีวิตนี้ก็ได้มอบให้ท่านแล้ว”

อูลวาส่งยิ้มให้นาง พร้อมทั้งก้มหัวลงมาจนหน้าผากของทั้งคู่แตะกัน จมูกที่โด่งดูโดดเด่นของเขาก็ปัดจมูกที่เล็กจิ้มลิ้มของเธอล้อเล่นอยู่ไปมา ทำให้นางอดหัวเราะไม่ได้

“มิกิยอดรัก ข้าจะรีบทำภารกิจนี้ให้เสร็จ นำศิลาภูผากลับมายังหมู่บ้านเรา และหากกลับมาแล้ว สิ่งแรกที่ข้าจะทำก็คือ กอดเจ้าไว้ทั้งวันทั้งคืน กลืนกินเจ้าให้หายคิดถึงที่ต้องจากกันเสียหลายราตรี”

“อย่าทำอย่างนั้นเชียวนะ ข้าจะได้ตายคาอกท่านน่ะสิ”

“ข้าต่างหากที่จะตายเพราะความคิดถึงเจ้า”

หญิงสาว ส่งยิ้มให้ แล้วผละเดินไปหยิบดาบยาวคู่มือมาให้อูลวา นางปลดเชือกที่คาดหน้าผากของนางออกมาผูกไว้ที่ด้ามดาบ พร้อมทั้งจุมพิต แล้วส่งให้เจ้าของ

“หัวใจของข้าอยู่ในดาบคมพยัคฆ์นี้ มันจะคุ้มครองท่าน เหมือนที่ข้าจะคอยอยู่เคียงข้างท่านเสมอ ข้าจะรอคอยอยู่ทางนี้รอวันท่านหวนคืน และเมื่อท่านกลับมา ท่านต้องมอบหัวใจของท่านให้ข้าแทน”

อูลวาดึงร่างมิกิมากอดไว้อีกครั้งพร้อมทั้งกระซิบที่ข้างหูนางเบาๆว่า

“หัวใจของข้า เป็นของเจ้านานแล้ว”

ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะดังโครมครามมาจากนอกกระโจม

“อะแฮ่ม หัวหน้า ท่านตื่นแล้วใช่ไหม ข้าไม่อยากจะขัดจังหวะท่านหรอกนะ แต่ตอนนี้ทุกคนพร้อมแล้ว จะให้ข้าบอกให้รอก่อนดีไหม แล้วจะให้เคลื่อนทัพสักกี่ยามดี”

ชามูเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูของกระโจมซึ่งเป็นห้องหอของอูลวากับมิกิ เขาส่งเสียงไปขัดกวนเวลาหวานของคู่ใหม่ปลามันอย่างจงใจ ทำให้อูลวาชะงักแล้วจุ๊ปากเสียงดังเหมือนกับไม่พอใจที่ชามูมาขัดในยามสำคัญ มิกิหัวเราะชอบใจ จนชายหนุ่มต้องจุมพิตให้นางหยุดหัวเราะ เขาคว้าผ้าคลุม แล้วนำมีดพกเหน็บที่เอว คว้าดาบคมพยัคฆ์ใส่ฝักดาบที่สะพายไว้ด้านหลัง หยิบย่ามใบใหญ่ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูกระโจม แล้วพบชามูยืนยิ้มร่าอยู่

“ชามู เจ้าอย่ามาทำรู้ดี ถ้าเตรียมการเสร็จแล้วก็รีบไปกันได้แล้ว”

“แหมๆ ทำเป็นมาโกรธ ข้าก็แค่ล้อเล่นน่าท่านหัวหน้า ข้าเข้าใจหรอกว่าวันแรกของชีวิตคู่มันหวานแหววแค่ไหน ว่าแต่ ท่านไปไหวแน่เหรอ พักอีกหน่อยก็ได้นะ”

ชามูผู้เป็นเหมือนพี่ชายของอูลวา เพราะทั้งคู่เติบโตมาด้วยกัน และฝึกซ้อม ร่วมรบ ร่วมล่าสัตว์อสูรกันมาตั้งแต่ทั้งคู่จับอาวุธได้ เขาชอบหยอกล้อ และกวนโมโหอูลวาเป็นประจำ แม้นว่าตอนนี้อูลวาจะเป็นถึงว่าที่หัวหน้าหมู่บ้านคนต่อไป รับช่วงต่อจากคิริม่าผู้เป็นพ่อ ตัวอูลวาเองก็ไม่เคยถือโกรธ เอาอารมณ์กับการหยอกเย้าของชามู ก็อาจจะมีปากเสียง ต่อปากต่อคำกันบ้าง แต่ก็เพราะทั้งคู่สนิทสนมกันมาก ยากจะมีสิ่งใดมาเปลี่ยนแปลงมิตรภาพนี้ระหว่างพวกเขาไปได้

“จะต้องพักทำไมกันล่ะ ข้าก็ไม่ได้ไปทำอะไรที่ต้องใช้กำลังมากมายอะไรนี่ เลิกแหย่ข้าสักทีน่า ไปกันได้แล้ว”

ชามูมองข้ามไหล่อูลวาไป เห็นมิกิผู้อยู่บนเตียงสวมผ้าคลุมเรียบร้อย ส่งยิ้มทักทาย และโบกมือให้ ชามูโบกมือตอบ ยังไม่ทันได้อึดใจ อูลวาก็คว้าประตูปิดดังปัง แล้วดึงผ้าปิดประตูลงมา พร้อมทั้งมองดูชามู และหรี่ตาเหมือนจะเตือนไม่ให้ซุกซน

“คร้าบๆ ไปกันๆ เอ้า ไอ้หนูเตรียมตัว เราจะไปกันแล้ว”

บรรดานักล่าหนุ่มทั้งหมดที่กำลังเตรียมข้าวของ หันมาทำความเคารพอูลวาเมื่อเห็นเขาเดินมาใกล้ ส่วนอูลวาเอง ก็หันไปโค้งอีกทาง เมื่อเห็นหัวหน้าหมู่บ้าน คิริม่า คาเปียไตทอก เดินมาพร้อมกับบัลโด ที่ปรึกษาคนสนิท ชายแก่ผมขาวยาวผู้มีหน้าตาใจดี ตัวปุ้มปุ้ย เวลาเดินคล้ายกับนกเพนกวินก็ไม่ปาน

“จะออกเดินทางกันแล้วเหรอ” คิริม่าเอ่ยถามลูกชายเรียบๆ มองดูไพร่พลเหมือนจะตรวจตราความพร้อม

“ครับท่านพ่อ อากาศวันนี้ดีมาก คาดว่าไม่เกินค่ำของพรุ่งนี้น่าจะถึงมูลจาครับ”

“อย่าประมาท ระหว่างทางอาจจะเจอกับพวกวอลลัส หรือฝูงหมาป่า ยังไงเจ้าก็จงระวัง อย่าไปในเส้นทางที่อันตราย พ่อเชื่อว่าสองวันนี้ ทางมูลจาก็คงยังขนถ่ายสินค้าไม่หมด พ่อส่งสารไปบอกทางหัวหน้าของมูลจาไว้แล้ว ว่าทางเราจะพยายามไปถึงก่อนคืนเดือนแรม อย่างน้อยๆเจ้าจะได้มีเวลาเดินทาง ไม่ต้องเร่งรีบนัก เมื่อได้เสบียง และยามาแล้ว ก็จงรีบรุดหน้าไปทางเหนือ ข้าเชื่อว่าศิลาภูผาคงยังไม่ได้ถูกพวกเคียนาทอกทำลาย พวกมันต้องนำกลับไปช่วยจ่าฝูงของมันที่เจ้าทำบาดเจ็บไปครั้งก่อนเป็นแน่ ถึงตอนนั้นหากกำลังของมันมากกว่า ก็จงอย่าฝืน ถ้าภายในหนึ่งสัปดาห์เจ้ายังไม่ส่งข่าวกลับมา ข้าจะพาทัพฎีกาออกไปช่วยเจ้าอีกแรง”

“ขอบคุณท่านพ่อ แต่ขอให้วางใจ ข้าจะทำภารกิจนี้อย่างสุดความสามารถ อย่างไรเสียข้าก็เป็นถึงผู้ครองหัวใจมังกร”

“อย่าประมาทอูลวา เจ้าก็รู้ว่าเคียนาทอกไม่ใช่อสูรธรรมดาๆที่เราเคยเจอมา ต่อให้เจ้าครองหัวใจมังกร ก็อย่าหลงกลมันเป็นอันขาด ขอให้จำไว้ให้ดี”

“ขอบคุณท่านพ่อที่เตือนสติ ยังไงข้าจะระวัง และข้าก็จะไม่ให้ท่านต้องลำบากลงมือลงแรงเองหรอกครับ เอ่อ…แต่คงมีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องรบกวนท่าน”

“ว่ามาเจ้าลูกชาย”

“คือ… ถ้ายังไงข้าขอฝากมิกิไว้กับท่านด้วย เราเพิ่งจะแต่งงานกัน แต่ก็ต้องมาห่างกันตั้งแต่วันแรกที่ใช้ชีวิตคู่ ข้าไม่อยากให้นางเหงา หรือกังวลใจกับเรื่องของข้าจนไม่เป็นอันทำอะไร”

ฝ่ายคิริม่าได้ยินก็อมยิ้ม ด้วยรู้ว่าลูกชายรักใคร่ลูกสะใภ้คนนี้เพียงไร เขาคอยเฝ้าตามนางไม่ห่างตั้งแต่วันแรกที่นำนางมาที่หมู่บ้าน จนบัดนี้ทั้งคู่ก็เป็นคนๆเดียวกันแล้ว ตัวเขาเองก็เอ็นดูมิกิอยู่ไม่น้อย จะเปรียบเหมือนลูกสาวแท้ๆไปอีกคนเลยก็ว่าได้ เพราะความอ่อนหวาน มีน้ำใจ และความรักที่นางมีให้อูลวา ทำให้เขานึกรักนางประหนึ่งเลือดเนื้อเชื้อไข เขาจับบ่าอูลวา แล้วบีบเบาๆเมื่อจะย้ำให้ลูกชายของเขามั่นใจในสิ่งที่กำลังจะพูดต่อไป

“ไม่ต้องห่วง ข้าจะให้นุกก้าจะมาคอยดูแลนางในช่วงที่เจ้าไม่อยู่เอง เจ้าอย่าได้กังวลไปเลย เอาล่ะ ถ้าทุกอย่างพร้อมแล้ว เจ้าก็ออกเดินทางเถิด แดดเริ่มจะแรงขึ้นแล้ว เดี๋ยวหิมะละลาย ทะเลน้ำแข็งจะเปราะ เจ้าจะต้องเดินทางอ้อมไปจะยิ่งเสียเวลา”

“ครับท่านพ่อ ท่านก็ ดูแลตัวเองด้วย”

คิริม่าไม่ตอบ แต่พยักหน้าเป็นการตอบรับ เขาเดินตรงไปที่โพล่า หมีขาวตัวยักษ์ซึ่งมีบังเหียน และอานคาดอยู่บนหลัง เขาลูบที่ต้นขาหน้าของมัน แล้วตบเบาๆ เหมือนจะฝากฝังชีวิตลูกชายสุดที่รักไว้ด้วย อูลวาเดินมาชิดลำตัวของเจ้าหมีขาว เขานำมือแนบอกแล้วโค้งให้คิริม่าก่อนค่อยๆย่างเหยียบเชือกที่มัดไว้เหมือนขั้นบันไดเล็กๆเพื่อให้เขาได้ขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังมันได้ เหลียวหลังมองไปที่กระโจมก็เห็นมิกิแหวกผ้าม่านส่งสายตาบอกลาเขา เขาส่งจูบตอบไป ก่อนหันไปบอกขบวนให้เคลื่อนพล

“เอาล่ะ ทุกคน ออกเดินทางได้”

เสียงแตรเขากวางดังไล่มากจากด้านหลังเป็นสัญญาณให้เริ่มออกเดินทาง คิริม่ามองดูทัพนักล่าอสูรเคลื่อนพลออกไปช้าๆ จนไปไกลลับสุดสายตา ครู่หนึ่งมิกิก็เดินออกมายืนเคียงข้าง เขาแลหลังกลับไปเห็นนาง ก็ส่งยิ้มให้ พร้อมทั้งจับไหล่ที่บอบบางทั้งสองข้างของนาง

“อย่าห่วงไปเลยนะมิกิ อูลวาของเจ้าจะต้องปลอดภัยกลับมา”

มิกิพยักหน้ารับ พร้อมทั้งส่งยิ้มให้ ทั้งคู่เดินตามกันกลับเข้าไปในหมู่บ้าน โดยไม่คาดคิดว่า การเดินทางตามทวงคืนศิลาภูผาของอูลวาผู้มีหัวใจมังกรนั้น จะเต็มไปด้วยอุปสรรค และภัยอันตรายมากมาย การเดินทางอันยาวนานเกินคาดคิด ความลึกลับสุดคาดเดาในปริศนาต่างๆของการไขความลับแห่งอดีต และการรอคอยที่ไม่มีวันสิ้นสุด มีเพียงความรัก ความหวัง และศรัทธาเป็นเดิมพันในสมรภูมิอันโหดร้ายนี้